ค่าไฟที่เราจ่ายไม่ได้มีแค่ค่าไฟสาธารณะปีละเกือบ 20,000 ล้านบาท
แต่ยังมีสิ่งที่เรียกว่า “ไม่ใช้ก็ต้องจ่าย” อีกหนึ่งต้นทุนแฝงที่ซ่อนอยู่ในบิลค่าไฟ
จนคนไทยต้องร้องว่า #รวยไม่ไหวแล้ววว
ในปี 2568 คนไทยต้องจ่ายเงิน 45,993.48 ล้านบาท ให้โรงไฟฟ้าเอกชน(IPP และ SPP) ที่เดินเครื่องไม่เต็มศักยภาพ รวมถึงโรงไฟฟ้าที่ไม่มีกำลังการผลิตไฟฟ้าเกิดขึ้นเลย
รู้หรือไม่ว่า…โครงสร้างค่าไฟไทยผูกติดกับการซื้อไฟฟ้าจากเอกชนเป็นหลักมากว่า 17 ปี โดยกฟผ. ทำหน้าที่เป็นคนกลางรับซื้อไฟจากเอกชนแล้วมาขายต่อให้เราอีกที และมีการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว(ประมาณ 25 ปี) ในลักษณะที่เรียกว่า “ไม่ใช้ก็ต้องจ่าย (Take or Pay)”
หรือพูดให้เข้าใจง่ายขึ้นอีกหน่อย เหมือนเป็นค่าจ้างที่ผู้ใช้ไฟฟ้าต้องจ่ายให้เอกชนเพื่อผลิตไฟให้เราใช้ ครอบคลุมตั้งแต่ค่าก่อสร้าง ค่าดำเนินการและซ่อมบำรุง ไปจนถึงผลตอบแทนที่การันตีกำไรให้ผู้ผลิตตามที่ได้ตกลงในสัญญา ‘แม้โรงไฟฟ้านั้นจะเดินเครื่องไม่เต็มศักยภาพ หรือไม่มีกำลังการผลิตไฟฟ้าเกิดขึ้นเลย เราก็ต้องจ่ายให้กับโรงไฟฟ้านี้อยู่ดี’
ที่หลายคนอาจคุ้นหูกับคำว่า “ค่าความพร้อมจ่าย” นั่นก็มาจากการทำสัญญาในลักษณะ “ไม่ใช้ก็ต้องจ่าย” นั่นเอง แม้เราจะไม่พร้อมจ่ายแต่ก็ต้องช่วยกันจ่ายทุกเดือนผ่านบิลค่าไฟ โดยไม่มีสิทธิ์เลือก #รวยไม่ไหวแล้ววว
.
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม:

เหนื่อยหน่อยนะ ถ้าคุณพรี่ คุณน้า คุณอา เป็นผู้ใช้ไฟฟ้าไทย
รู้หรือไม่ว่า…โครงสร้างค่าไฟไทยถูกออกแบบให้ต้นทุนทุกอย่าง รวมถึงการการันตีกำไรให้เอกชนส่งผ่านภาระทั้งหมดมายังผู้ใช้ไฟฟ้า ในบิลค่าไฟที่ทุกคนต้องจ่ายแต่ละเดือนจึงไม่ได้มีแค่ ‘ค่าไฟสาธารณะ’ ที่แฝงมา (ประมาณ 10 สตางค์/หน่วย) แต่ยังมีค่าอื่นๆ ที่เราต้องแบกรับแบบ จุก จุก ไม่ว่าจะเป็น
‘ค่าความพร้อมจ่าย’ หรือค่าจ้างที่ผู้ใช้ไฟต้องจ่ายให้เอกชนเพื่อผลิตไฟให้เราใช้ ครอบคลุมตั้งแต่ค่าก่อสร้าง ค่าดำเนินการและซ่อมบำรุง ไปจนถึงผลตอบแทนที่การันตีกำไรให้ผู้ผลิตตามที่ได้ตกลงในสัญญา แม้โรงไฟฟ้านั้นจะเดินเครื่องไม่เต็มศักยภาพ หรือไม่มีการผลิตไฟฟ้าเกิดขึ้นเลยก็ตาม ในปี 2568 เราจ่ายค่าความพร้อมจ่ายไป 105,586.65 ล้านบาท หรือแฝงอยู่ในบิลค่าไฟประมาณ 80 สตางค์/หน่วย*
‘ค่า Adder’ หรือค่ารับซื้อไฟส่วนเพิ่ม เป็นเงินอุดหนุนที่จ่ายให้กับผู้ผลิตไฟฟ้า เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เอกชนหันมาผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและขายให้รัฐ มีที่มาจากในอดีตที่ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนยังมีราคาสูง จึงไม่ค่อยมีเอกชนสนใจลงทุนหากไม่มีมาตรการสนับสนุน ต่างจากในปัจจุบันที่ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนลดลง ทำให้ราคารับซื้อไฟที่ถูกกำหนดไว้จึงไม่สอดคล้องกับต้นทุนผลิตไฟฟ้าจริงในปัจจุบัน อีกทั้งด้วยการทำสัญญาแบบไม่มีวันหมดอายุ (ต่ออายุสัญญาทุก 5 ปี แบบต่อเนื่อง) ทำให้ค่า Adder ส่งผ่านภาระค่าไฟมายังประชาชนมากกว่าที่ควรจะเป็น ในปี 2568 ผู้ใช้ไฟจ่ายเงินส่วนนี้ผ่านบิลค่าไฟรวม 14,487.09 ล้านบาท หรือประมาณ 17 สตางค์/หน่วย*
‘หนี้สะสมจากการตรึงค่าไฟในอดีต’ เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจที่รัฐมีนโยบายตรึงหรือกดราคาค่าไฟฟ้าไว้ในอัตราที่ต่ำกว่าต้นทุนจริง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน โดยให้กฟผ. แบกรับหนี้แทนประชาชนไปก่อน แล้วทยอยเรียกเก็บจากผู้ใช้ไฟฟ้าภายหลัง โดยเฉพาะในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ราคา LNG พุ่งสูง ทำให้ยอดหนี้สะสมเพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์อยู่ที่ 158,957.25 ล้านบาท ในปี 2566 และในเดือนธันวาคม 2568 ลดลงเหลือ 35,928 ล้านบาท หรือแฝงอยู่ในบิลค่าไฟประมาณ 20 สตางค์/หน่วย*
แม้เราจะเลือกเปิดปิดการใช้ไฟฟ้าที่บ้านของตัวเองได้เพื่อประหยัดค่าไฟ แต่ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ ผู้ใช้ไฟฟ้าไม่มีสิทธิ์เลือกว่าจะจ่าย หรือไม่จ่าย ให้กับต้นทุนอะไรบ้าง เพราะทั้งหมดถูกกำหนดโดยสิ่งที่เรียกว่า “โครงสร้างค่าไฟ” เราจึงต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไปแบบจุก จุก
.
* หมายเหตุ: อ้างอิงจากโครงสร้างค่าไฟที่เรียกเก็บเดือน ม.ค.-เม.ย. 68 จาก กกพ.
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม:

ช่วยชาติประหยัดไฟ แล้วมีใครช่วยเราประหยัดบ้าง?
รู้หรือไม่? นโยบายประหยัดพลังงาน มีจุดเริ่มต้นในช่วงที่ไทยเผชิญวิกฤตพลังงาน Oil shock ติดต่อกันถึง 2 ครั้ง ในปี 2516-2517 และ 2523-2524 ทำให้น้ำมันทั่วโลกขาดแคลนและมีราคาแพง ซึ่งตอนนั้นไทยพึ่งการผลิตไฟฟ้าจากน้ำมันถึง 70% จนทำให้เกิดเพลง‘น้ำมันแพง’ที่หลายคนอาจคุ้นหูกับเนื้อร้อง “น้ำมันขาดแคลนคุยกับแฟนก็ต้องดับไฟ…”
หลังจากนั้นนโยบายให้ประชาชนช่วยกันประหยัดไฟก็ถูกรีรันซ้ำๆจากยุคสู่ยุค เช่น ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 รวมพลังหาร 2 ถอดสูท ปรับอุณหภูมิแอร์ เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนมีจิตสำนึก ช่วยกันประหยัดไฟช่วยชาติ แต่เมื่อหันกลับมามองที่บิลค่าไฟที่แฝงไปด้วยค่าใช้จ่ายมากมายที่ประชาชนไม่ได้เป็นผู้เลือก แต่กลับต้องกลายเป็นผู้รับภาระที่ถูกส่งผ่านมาให้เราต้องจ่ายอยู่ทุกเดือน
พอเป็นแบบนี้ก็ได้แต่ถามว่า แล้วจะมีใครช่วยประชาชนประหยัดค่าไฟจากโครงสร้างที่เราไม่ได้เป็นคนกำหนดบ้างมั้ยน้ออออ…

ก๊าซอาจเคยเป็นทางออกของวิกฤตพลังงาน แต่ปัจจุบันยังใช่อยู่ไหม?
ปี 2516 เราขุดเจอก๊าซในอ่าวไทยเป็นครั้งแรก ช่วงเวลาเดียวกับที่ประเทศกำลังเผชิญวิกฤตพลังงาน Oil shock จนรัฐบาลต้องปรับขึ้นค่าไฟจากต้นทุนผลิตไฟฟ้าที่สูงขึ้น การค้นพบก๊าซที่เป็นทรัพยากรในประเทศ จึงกลายเป็นเชื้อเพลิงแห่งความหวัง และเป็นทางออกให้ไทยหลุดพ้นจากการพึ่งพาน้ำมันผลิตไฟฟ้า โดยก๊าซถูกนำมาใช้ผลิตไฟฟ้าตั้งแต่ปี 2524 เป็นต้นมา
เมื่อก๊าซกลายเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า ความต้องการใช้ก๊าซที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ตามความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น จากก๊าซในประเทศ เริ่มเบนเข็มสู่การนำเข้าก๊าซจากเมียนมา และนำเข้าก๊าซเหลว (LNG) ซึ่งมีราคาแพงและผันผวน
เมื่อเปลี่ยนผ่านสู่ยุคนำเข้า LNG มาใช้ผลิตไฟฟ้า การพึ่งพาก๊าซที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นทางออกของวิกฤต กลับสั่นคลอนความมั่นคงทางพลังงานถึง 2 ครั้ง ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา (2565-2569) จากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ดันราคา LNG พุ่งสูงขึ้น สู่สงครามอิหร่าน-อิสราเอลและสหรัฐอเมริกา ในวันที่ช่องแคบฮอร์มุชถูกปิด กระทบต่อเส้นทางขนส่ง LNG ซึ่งวนกลับมาที่ต้นทุนผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นและปัญหาค่าไฟแพงที่ประชาชนต้องแบกรับ
คงถึงเวลาที่เราต้องกลับมาทบทวนกันอีกครั้งว่า ก๊าซยังคงเป็นคำตอบของความมั่นคงทางพลังงานที่ช่วยให้ไทยพ้นจากวิกฤตยุคปัจจุบันอยู่หรือไม่? ลองตอบกันค่ะว่า ใช่ หรือ ไม่?
.
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม:

รู้หรือไม่? เพราะเราใช้ LNG ผลิตไฟฟ้า เราจึงมีทุ่งทิวลิปที่มาบตาพุด
ก๊าซเหลว หรือ LNG ถูกนำเข้ามาใช้ผลิตไฟฟ้าตั้งแต่ปี 2554 เนื่องจากก๊าซในอ่าวไทย และก๊าซนำเข้าจากเมียนมามีไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ก๊าซในประเทศ โดย LNG จะถูกแปลงสถานะจากก๊าซให้เป็นของเหลวที่อุณหภูมิ -160 องศา และขนส่งมาทางเรือ มาเทียบท่าที่มาบตาพุด จ. ระยอง จากนั้นก๊าซที่มีสถานะเป็นของเหลวจะถูกเปลี่ยนเป็นก๊าซอีกครั้งและส่งผ่านท่อไปยังโรงไฟฟ้าต่างๆ ใช้ผลิตไฟ ความเย็นที่เหลือจากกระบวนการเปลี่ยนสถานะ LNG จะถูกนำมาใช้ปลูกไม้เมืองหนาวอย่างดอกทิวลิปที่อาคารนิทรรศพรรณพฤกษา ซึ่งตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด และปัจจุบันกลายเป็นจุดเช็คอินสำคัญของจ. ระยอง
แต่สิ่งที่หลายคนอาจไม่รู้คือ ห่างจากอาคารทุ่งดอกทิวลิปไม่กี่ร้อยเมตร คือหาดหนองแฟบ พื้นที่ทำมาหากินของกลุ่มประมงเรือเล็กพื้นบ้าน ที่มีฉากหลังเป็นถังเก็บ LNG ขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่บนฝั่ง และท่าเทียบเรือ LNG แห่งที่ 2 มีสะพานทอดยาวไปในทะเลร่วม 6 กิโลเมตร เพื่อให้เรือขนส่ง LNG มาใช้เทียบท่า
ตราบใดที่เรายังคงใช้ LNG ผลิตไฟฟ้า ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลเช่นเดียวกับน้ำมัน และถ่านหิน เราก็จะมีดอกทิวลิปบานอยู่ที่มาบตาพุดต่อไป โดยที่ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการนำเข้า LNG ยังคงถูกส่งผ่านมายังผู้ใช้ไฟฟ้า โดยไม่มีสัญญาณตอบรับจากปลายทางว่าไทยจะเปลี่ยนผ่านพลังงานจากการใช้ฟอสซิลผลิตไฟฟ้าไปสู่พลังงานหมุนเวียนได้ภายในเมื่อไหร่?
.
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม:

ขอได้ไหม #ไฟแดด ที่เป็นของฉัน
รู้หรือไม่ว่า…พลังงานแสงอาทิตย์คือสิ่งที่ช่วยเปลี่ยนเราจากการเป็นผู้ใช้และจ่ายค่าไฟ ให้กลายเป็นผู้ผลิตไฟใช้เองได้
ในวันที่เทคโนโลยีอนุญาตให้ทุกคนมีสิทธิ์เป็นผู้ผลิตไฟฟ้าด้วยการติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคา หรือ โซลาร์รูฟท็อป ที่เปลี่ยนจากหลังคาธรรมดาๆ ให้กลายเป็นโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก ที่ช่วยให้เราไม่ต้องผูกติดอยู่กับการซื้อไฟจากเอกชนรายใหญ่ซึ่งพ่วงมากับสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแบบ ‘ไม่ใช้ก็ต้องจ่าย’ ที่ผูกมัดให้ผู้ใช้ไฟแบกรับภาระไปอีก 25 ปี แถมยังช่วยลดการนำเข้า LNG และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ทำไม๊ทำไม แสงแดดที่ส่องถึงหลังคาอยู่ทุกวี่วัน จึงยังเป็นแค่พลังงานทางเลือก ไม่ใช่ทางหลักที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้นะ
นั่นก็เพราะยังมีคอขวดอีกหลายด่านกว่าประชาชนจะได้เป็นเจ้าของไฟแดด ทั้ง ‘ข้อมูล’ ที่กระจัดกระจาย ต้องใช้เวลาทำความเข้าใจ จะเลือกติดตั้งกับ ‘ช่าง’ คนไหน วางใจในคุณภาพได้ไหมนะ ระบบ One stop service ที่อาจยังไม่ตอบโจทย์ และด่านที่สำคัญที่สุด นั่นก็คือ ‘เงินลงทุน’ จริงอยู่ที่ว่าแผงโซลาร์เซลล์มีราคาถูกกว่าในอดีต ติดโซลาร์แล้วมีไฟเหลือก็ขายคืนได้ เพราะรัฐเพิ่งเปิดรับซื้อไฟจากโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชนรอบใหม่ 500 เมกะวัตต์ แต่การจะมีไฟแดดเป็นของตัวเองรวมถึงขายไฟได้ ก็ต้องใช้เงินลงทุน 1-2 แสนบาท ทำให้มีคนอีกจำนวนไม่น้อยไม่สามารถเข้าถึงการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูปท็อปได้
คงจะดีกว่านี้ ถ้าเรามีการสนับสนุนอย่างเป็นระบบมาช่วยปลดล็อกคอขวดต่างๆ ให้ใครๆ ก็มีสิทธิ์เป็นเจ้าของไฟแดดได้ อยากจะขายไฟคืนก็ง่ายเหมือนดีดนิ้ว ขอได้ไหม ให้กันได้ไหมนะ ไฟแดดที่เป็นของประชาชน ถือว่าขอออ…
.
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม:

หนี้สาธารณะจากเงินกู้ 2 แสนล้านเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
ประเทศไทยจะเปลี่ยนผ่านพลังงานได้จริงไหมนะ?
จะเปลี่ยนผ่านแบบใด? ยังมีอะไรที่เปลี่ยนไม่ผ่าน?
ชวนทำความเข้าใจเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ผ่านการสำรวจเรื่องราวอีกด้านของประวัติศาสตร์พลังงานไทย นับตั้งแต่แสงไฟส่องสว่างขึ้นครั้งแรกในสยามจนถึงยุคโรงไฟฟ้าล้นเกิน พร้อมกับหาคำตอบของการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
ดาวน์โหลดหนังสือ #เปลี่ยนให้ผ่านพลังงานไทย ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 ได้ที่ https://jetinthailand.com/bookjustenergyth/
นอกจากนี้ยังสามารถติดตามข้อมูล ‘การเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ยุติธรรม’ ผ่านเว็บไซต์ https://jetinthailand.com/ และช่องทางโซเชียลมีเดียของ JET in Thailand
