ไทยพึ่งพาก๊าซธรรมชาติมานานกว่า 4 ทศวรรษ จากเดิมที่เป็น “ทางรอด” ในวิกฤตน้ำมันและพิษภัยจากถ่านหิน สู่การเป็นโครงสร้างหลักของระบบไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม ความชอบธรรมเหล่านี้อาจไม่สอดคล้องกับบริบทปัจจุบันที่เทคโนโลยีพลังงานเปลี่ยนไปแล้ว
พลังงานแสงอาทิตย์เคยถูกมองว่าแพง ไม่เสถียร และกักเก็บไม่ได้มากพอ แต่ปัจจุบันต้นทุนลดลงอย่างมาก เทคโนโลยีแบตเตอรี่พัฒนาขึ้น และข้อจำกัดเดิมค่อยๆ ได้รับการแก้ไข ขณะที่เหตุผลใหม่ของรัฐกลับเน้นเรื่องโครงสร้างต้นทุนและความเป็นธรรมในการกระจายภาระค่าไฟ แล้วเราจะเดินต่อไปอย่างไร?
JET in Thailand ชวนทบทวนสิ่งที่เคยเป็นทางรอดในอดีต สำรวจทางรอดใหม่ ถอดรื้อมายาคติเกี่ยวกับพลังงานทั้งฟอสซิลและหมุนเวียน รวมถึงกล้าสบตาเต็มๆ กับความท้าทายของการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ยุติธรรมที่อาจไม่ได้สวยงามและง่ายดายเสมอไป ผ่านวงพูดคุย 4/2 ทศวรรรษที่สูญหาย เปลี่ยนที่ไม่ผ่านของพลังงานแบบไทยๆ ส่วนหนึ่งของงาน “เปลี่ยนให้ผ่านพลังงานไทย” เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 ที่มิวเซียมสยาม
ความชอบธรรมของก๊าซในอดีตที่ไม่ควรใช้เป็น
ใบอนุญาตสำหรับปัจจุบัน

“ก่อนอยู่กับก๊าซ เราอยู่กับเขื่อนและถ่านหิน ก่อนที่ในปี 2516 เราจะเจอ Oil Shock เป็นวิกฤตพลังงานครั้งแรกที่ไทยต้องเผชิญ ซึ่งตอนนั้นไฟฟ้าของไทย 70% ได้มาจากน้ำมันเตา และเดิมเราหวังว่าเขื่อนจะมาช่วยเราเติมพลังงานให้เราได้ แต่เผอิญปีนั้นเขื่อนสิริกิติ์กับเขื่อนภูมิพลน้ำน้อยกว่าปกติ เขื่อนก็ไม่ช่วยเราอีก มันเลยเป็นความอลหม่าน โชคดีว่าปี 2516 เราสำรวจค้นพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยพอดี มันเหมือนเป็นโอกาสหรือความหวังใหม่ที่เกิดขึ้นและวิกฤตน้ำมันก็เกิดติดๆ กัน” ธัญญาภรณ์กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของก๊าซ
“จากนั้นปี 2524 เกิดวิกฤตน้ำมันรอบที่ 2 เราก็เอาก๊าซจากอ่าวไทยมาใช้ครั้งแรกที่โรงไฟฟ้าบางปะกง โดยวางท่อจากทะเล เอาขึ้นมาที่มาบตาพุด ระยอง แล้วส่งผ่านท่อไปที่โรงไฟฟ้าบางปะกง ดังนั้นโรงไฟฟ้าก๊าซบางปะกงคือโรงไฟฟ้าก๊าซแห่งแรกของประเทศไทย”

“อยากชวนดูภาพ “เราทำได้แล้วค่ะ” ภาพนี้ ผู้หญิงคนนี้คือคนงานที่ก่อสร้างท่อก๊าซ อยากให้เห็นว่าท่ามกลางวิกฤตในยุคนั้นการค้นพบก๊าซมันเป็นความหวังครั้งใหม่ จนเป็นที่มาของคำว่า “โชติช่วงชัชวาล” ก๊าซไม่ใช่แค่เชื้อเพลิงที่ใช้ผลิตไฟฟ้า แต่เป็นวัตถุดิบสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เป็นกระดูกสันหลังของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ที่ จ.ระยอง”
“ยุคเสือตัวที่ 5 ก๊าซเข้ามาพร้อมกับการเข้ามาของเอกชน ยุคที่ก๊าซตั้งต้นเป็นยุคเศรษฐกิจโตและศักยภาพของ กฟผ. ในนามของรัฐที่ดูแลความมั่นคงทางพลังงานไม่สามารถลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าได้ด้วยตัวเองอีกต่อไปแล้ว เพราะใช้เงินลงทุนสูงและมีหนี้สาธารณะอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นปี 2535 เป็นครั้งแรกที่รัฐบาลมีนโยบายเปิดทางให้เอกชนมาเป็นผู้ผลิตไฟฟ้า”
“ก๊าซสร้างความชอบธรรมที่เราจะพึ่งก๊าซ ปี 2535 เกิดเหตุการณ์ฝนกรดที่แม่เมาะ เป็นข่าวใหญ่ เป็นภาพจำและภาพที่น่ากลัว สุดท้ายทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่โรงไฟฟ้าถ่านหินจะไปตั้งที่ไหนก็ลำบาก มันเป็นจังหวะลงตัวมากๆ ของก๊าซในไทย ที่พอโรงไฟฟ้าถ่านหินมีภาพที่น่ากลัว กลายเป็นน่าจะโอเคแหล่ะที่เราจะอยู่กับก๊าซต่อไป”
“นี่คือโฆษณาของกระทรวงพลังงานจากหนังสือพิมพ์มติชนปี 2549 เรื่องทางเลือกพลังงานที่เหมาะสมของประเทศไทย จากโฆษณานี้กระทรวงพลังงานมองว่าการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ มีต้นทุน 20.2 บาทต่อหน่วย ซึ่งข้อมูลเพิ่มเติมจากวิทยานิพนธ์ของ อ.เดชรัต สุขกำเนิด ระบุว่าเป็นการคำนวณที่รวมต้นทุนทุกอย่างแล้ว ขณะที่คำนวณว่าราคาน้ำมัน 4 บาท ก๊าซ 1.5 บาท ถ่านหินนำเข้า 1 บาท ถ่านหินจากแม่เมาะ 0.53 บาท เป็นต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยที่ยังไม่รวมต้นทุนอื่นเข้าไป”
“ด้วยตัวละครหลายๆ ตัว เราพูดได้ว่าก๊าซเข้ามาพร้อมเอกชน แต่ความต้องการให้เอกชนมาช่วยลงทุนก็มาพร้อมภาวะที่รัฐไม่มีเงิน รัฐจึงต้องสร้างแรงจูงใจ ด้วยการการันตีว่าเรา (กฟผ.) จะซื้อไฟฟ้าจากคุณเป็นเวลาเท่าไหร่ การันตีกำไรด้วย เราลองสวมหมวกเป็นรัฐเลยนะ ในอดีตถ้าต้องการให้เศรษฐกิจเดินหน้า ความมั่นคงทางพลังงานต้องมี ถ้าย้อนไปตอนนั้นเราอาจจะไม่มีทางเลือก อย่าลืมว่าแสงอาทิตย์เพิ่งมาเมื่อ 10 ปีให้หลังเอง แต่พอมาถึงยุคนี้ คำถามใหญ่คือปัจจุบันเทคโนโลยีทั้งหมด อนุญาตให้เราเปลี่ยนผ่านแล้ว แต่ถ้าเรายังติดกับโครงสร้างแบบนี้ดังนั้นต่อไปนี้มันจะยังไง”
มายาคติพลังแสงอาทิตย์ แพง, น้อย, ไม่เสถียร,
เอาเปรียบคนใช้ไฟฟ้าปกติ

“โครงสร้างของพลังงานจริงๆ แล้วสะท้อนโครงสร้างทางการเมืองถูกไหมครับ ถ้าเรามองดูดีๆ โครงสร้างทางการเมืองไม่ว่าประเทศไหน โครงสร้างทางพลังงานก็เป็นอย่างนั้น ถ้าการเมืองรวนมากๆ พลังงานก็รวนมากๆ ผมอยากให้กลับมาคิดใหม่ ทบทวนนโยบาย การที่เรายังมีโครงสร้างรวมศูนย์และมีผู้รับซื้อไฟฟ้ารายเดียวต้องถูกทบทวน เพราะโครงสร้างนี้คือโครงสร้างเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว ซึ่งไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเทคโนโลยีวันนี้เลย”
สัมฤทธิ์ สิทธิวรานุวงศ์ ผู้ประกอบการธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์ บริษัท โซลาร์ ดี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (Solar D)
ผู้ที่ธุรกิจอยู่ในขาขึ้นเมื่อโลกเริ่มละทิ้งฟอสซิล โดยเฉพาะเมื่อเกิดสงครามและพลังงานขาดแคลน กล่าวถึงอุปสรรคของการนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ซึ่งได้รับการแก้ไขไปเกือบหมดแล้วในปัจจุบัน
“จริงๆ พอเราพูดถึงพลังงานแสงอาทิตย์มีข้อดีเต็มไปหมดและเทคโนโลยีดีขึ้นมาก แต่มีมายาคติ 2-3 เรื่องว่าทำไม่เราไม่ใช้โซลาร์ หนึ่งคือแพง สองกักเก็บได้น้อย สามคือไม่เสถียร เราจะได้ยินเรื่องนี้จากทั้งเอกชนและรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัฐพูด จะพูดความถึงแพง ซึ่งในปี 2549 ต้นทุนค่าไฟจากโซลาร์อยู่หน่วยละราว 20 กว่าบาท ตอนนี้เหลือบาทกว่าครับ 20 ปีผ่านไปพอดี ตรงนี้ผมให้เครดิตกับหลายคนที่ทำอุตสาหกรรมโซลาร์นี้ด้วยกันนะครับ”
“ส่วนการกักเก็บได้น้อยโชคดีที่ทุกวันนี้แบตเตอรี่มันเก่งขึ้นมาก อีกสิ่งหนึ่งที่เราได้ฟังบ่อยๆ เกี่ยวกับโซลาร์ก็คือความไม่เสถียร เราจะได้รับฟังเหตุผลจากรัฐอยู่เนืองๆ ว่าโซลาร์ถ้าเข้าสู่ระบบเยอะๆ จะไม่เสถียร มันเคยเป็นความจริงนะครับ แต่เมื่อผ่านเวลาไปเรื่อยๆ ปัญหานี้อาจค่อยๆ ลดลง ตอนนี้ความแพง เก็บได้น้อย ไม่เสถียร เริ่มถูกแก้ไขได้หมด”
“คนไทยใช้ไฟทั้งประเทศรวม 2 แสนล้านหน่วย สมมติเราเปลี่ยนให้เป็นโซลาร์ให้หมดจะกินพื้นที่เท่าไหร่? การผลิตไฟจากโซลาร์เป็นสัดส่วนแปรผันตามพื้นที่ถูกมั้ยครับ อยากได้ไฟหนึ่งหน่วยก็ใช้พื้นที่หนึ่งหน่วย อยากได้ไฟสองหน่วยก็ใช้พื้นที่สองหน่วย ซึ่งพอพูดถึงปริมาณใช้ไฟ 2 แสนล้านหน่วยของไทย หลายคนจินตนาการว่าเราต้องปูโซลาร์เซลล์ทั้งประเทศถึงจะพอนะครับ แต่จริงๆ เราใช้พื้นที่ประมาณ 600-700 ตารางกิโลเมตรเท่านั้นเอง หรือเท่ากับครึ่งหนึ่งของกรุงเทพ สมมติเราปูโกงๆ หน่อย ไม่มีถนนเลย เราจะผลิตไฟได้พอใช้ทั้งประเทศ 2 แสนล้านหน่วย หรือ 200 เตตระวัตต์อาวร์ (TWh) โดยไม่ต้องมีถ่านหินหรือมีก๊าซอีกเลย”
“สำหรับคำถามว่าเปลี่ยนยังไงให้ผ่าน สำหรับผมที่พื้นเพเป็นวิศวกร ผมคิดว่าเรื่องทางเทคนิคไม่เป็นปัญหาเลย ในแง่ธุรกิจต้นทุนถูกลงแล้ว”
“ผมคิดว่าเหตุผลหลังๆ ที่รัฐเริ่มบอกเราคือบอกว่าต้องปกป้องผลประโยชน์ของคนที่มีรายได้น้อย งงมั้ยครับ? เรื่องนี้เกี่ยวกับต้นทุนของการผลิตไฟฟ้าที่มี 2 แบบ คือแบบที่แปรเปลี่ยนได้ เช่นถ้าคนใช้ไฟฟ้าน้อยลง อาจมีโรงไฟฟ้าเดินเครื่องน้อยลง เผาก๊าซน้อยลง ส่วนนั้นจะลดลง กับต้นทุนอีกแบบคือต้นทุนตายตัว หรือต้นทุนที่ไม่ได้แปรเปลี่ยนตามค่าพลังงานหรือตามเชื้อเพลิง คนจะใช้ไฟเท่าไหร่ก็เหมือนเดิม”
“ถ้าสมมติวันดีคืนดีคุณติดโซลาร์แล้วอีกบ้านก็ทำตาม สุดท้ายคนครึ่งหนึ่งของประเทศออกจากระบบไฟฟ้าปกติหมด รัฐอาจจะบอกว่าค่า fixed cost เนี่ย ที่เคยหาร 69 ล้านคน อาจต้องมาหาร 30 ล้านคน ค่าไฟจะมีโอกาสแพงขึ้นนะครับ วิธีคำนวณถูกนะครับแต่มันอ้างอิงโดยสมมติฐานที่ว่าการลงทุนของรัฐจะไม่มีวันขาดทุน แปลว่าจะส่งผ่านต้นทุนทุกอย่างไปสู่สาธารณะได้”
ใบหน้าที่จารึกโรงไฟฟ้าของกัญจน์ ทัตติยะกุล

“เห็นหน้าผมคือเหมือนมองหน้าโรงไฟฟ้า ตอนโรงไฟฟ้าบางปะกงเริ่มก่อสร้างผมอยู่ในท้องแม่ ตอนโรงไฟฟ้าเดินเครื่องผมกำลังจะเดิน แต่ตอนเด็กๆ ผมไม่รู้เรื่องนะครับ พอโตขึ้นถึงได้ไปคุยกับคนบางปะกงถึงผลกระทบของโรงไฟฟ้า ทั้งฝุ่นปลิวในช่วงเทคโนโลยียังไม่ดีนัก แม่น้ำบางปะกงเปลี่ยนไปเลย เพราะโรงไฟฟ้ายุคเริ่มแรกใช้น้ำหล่อเย็นปริมาณสูงมากครับ เขาสูบน้ำไปวันละหลายล้านลูกบากศ์เมตร สัตว์น้ำตัวเล็กๆ ในแม่น้ำหายไป พอสัตว์ตัวเล็กหาย ตัวโตก็หายตาม เห็นได้ชัดว่าเมื่อโรงไฟฟ้าเข้ามาตั้งบางปะกงเกิดความเสื่อมโทรมทางทรัพยากร”
“ปี 2550 ประเทศไทยมีแผน PDP 2007 โครงการโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ 2 โรงมาลงที่ฉะเชิงเทราอีกครั้ง โรงหนึ่งเป็นโรงไฟฟ้าก๊าซ ที่ อ.บางคล้า อีกโรงเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินจะมาตั้งที่ อ.พนมสารคาม ชาวบ้านต่อต้านคัดค้านทั้งคู่ครับ เราไม่เห็นด้วยกับการเอาโรงไฟฟ้ามาตั้งอยู่กลางพื้นที่เกษตรกรรม จนโรงไฟฟ้าบางคล้าต้องย้ายไปตั้งที่อยุธยา
“ส่วนการต่อสู้กับโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเขาหินซ้อนเราเคลื่อนไหวตั้งแต่ปี 2551 ข้อมูลที่ชาวบ้านใช้ต่อสู้สามารถยืนยันเรื่องผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพจากโรงไฟฟ้าถ่านหินได้ ทำให้ EHIA ที่เขาพยายามทำมาตลอด 10 ปี ไม่ผ่านความเห็นชอบเลย จนเขามาพิจารณาว่าถ่านหินดันไม่ได้แล้ว ขอเปลี่ยนเป็นนำเข้าก๊าซเหลวเข้ามา นั่นคือโรงไฟฟ้าก๊าซบูรพาพาวเวอร์”
“การต่อสู้กับโรงไฟฟ้าก๊าซบูรพาฯ เริ่มมาตั้งแต่ปี 2562 เป็นช่วงโควิดเริ่มต้นพอดี ทำให้ตอนทำ EIA เรามาชี้แจงต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้เต็มที่นัก ดังนั้น EIA จึงผ่านความเห็นชอบ เกือบ 5 ปีนะครับที่เขานิ่งไปและมาขออนุญาตสร้างโรงไฟฟ้าบูรพาพาวเวอร์เมื่อปี 2568”
“เรายังต้องทำงานหนักขึ้นเพราะประเทศไทยยังมองก๊าซว่าสะอาดและปลอดภัยอยู่ ผมไม่ใช้คำว่าก๊าซธรรมชาตินะครับ ผมใช้คำว่าก๊าซฟอสซิล เพราะการได้ก๊าซมาต้องผ่านกระบวนการขุดเจาะฟอสซิลขึ้นมา เช่นเดียวกับน้ำมันและถ่านหิน” กัญจน์กล่าว

“ปีที่แล้วเราเคลื่อนไหวต้านโรงไฟฟ้าก๊าซบูรพาฯ อย่างต่อเนื่องแต่ไม่เป็นผล ใบอนุญาตผ่านทั้งหมด ทุกวันนี้เขากำลังเตรียมการก่อสร้าง โครงการเหมือนเริ่มทดสอบดินเพื่อลงเสาเข็มและสร้างสายส่งไฟฟ้าแรงสูงที่ต้องทำใหม่ 14 กิโลเมตร ซึ่งเป็นสายส่งเจ้าปัญหาเพราะชาวบ้านจำนวนหนึ่งถูกรอนสิทธิ์ ไม่ได้ร่วมเวทีชี้แจงและรับฟังความคิดเห็น เราฟ้องคดีอยู่ 3 คดีที่ศาลปกครอง แต่เสาส่งที่สร้างอยู่ตอนนี้น่าจะตั้งอยู่ในพื้นที่ของชาวบ้านบางส่วนที่ กฟผ.เจรจาได้”
“ตั้งแต่ปี 2550 – 2569 ก็ 18 ปีแล้วครับ ที่ชาวบ้านต่อสู้กัน ผมเห็นน้องๆ เขาต่อสู้อยู่ตั้งแต่ยังตัวเล็กๆ จนวันนี้เป็นหนุ่มสาว ทำงานแล้ว แต่พวกเรายังไม่ท้อถอยที่จะต่อสู้เรื่องนี้ ข้อมูลที่พวกเราเสนอทั้งเรื่องผลกระทบในพื้นที่ การแย่งชิงทรัพยากร เรื่องลุ่มน้ำใกล้โรงไฟฟ้าจะขาดแคลนน้ำอย่างหนัก เรื่องค่าไฟที่ต้นทุนมันสูงขึ้นเรื่อยๆ เรื่องเหล่านี้ชัดเจนจน กกพ. ที่เป็นผู้ออกใบอนุญาตฯ ยังไม่สามารถตอบได้ว่าไม่จริงอย่างไร”
การต่อสู้จากรุ่นสู่รุ่นของชาวฉะเชิงเทรา


“จากที่ผมค้นข้อมูลของ JustPow ปัจจุบันไฟฟ้าล้นเกินอยู่ 40 กว่าเปอร์เซ็นต์ โรงไฟฟ้าก๊าซเอกชน ขนาดกำลังการผลิต 18,000 เศษๆ 11 แห่ง มีไฟฟ้าถูกใช้เพียง 6,300 เมกะวัตต์ ผมลองคำนวณตัวเลขแล้ว เท่ากับอัตราการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าก๊าซขนาดใหญ่ 11 โรง เดินเครื่องแค่ 1 ใน 3 ไม่ถึง 35% เราเหลือโรงไฟฟ้าที่ไม่ได้เดินเครื่อง 12,000 กว่าเมกะวัตต์ เรามีโรงไฟฟ้า 24-25 โรงที่สร้างแล้วแต่ไม่ได้เดินเครื่อง เป็นโรงไฟฟ้าที่นั่งนิ่งๆ แล้วได้ค่าไฟฟ้าจากพวกเราที่ทำสัญญาไว้กับเขา”
“ขณะเดียวกันประเทศไทยเรากำลังจะมีโรงไฟฟ้าที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จ และจะผูกพันกับเราไปอีก 25 ปี รวมเวลาสร้างโครงสร้างพื้นฐานเกี่ยวกับโรงไฟฟ้า รวมถึงท่าเรือรับก๊าซ LNG เท่ากับโรงไฟฟ้าจะอยู่กับเราไปอีก 30 ปี สิ่งเหล่านี้กำลังก่อสร้างอยู่ในยุคสมัยที่พลังงานฟอสซิลกำลังจะหมดยุคลง และยิ่งเราพึ่งพาแหล่งพลังงานใหญ่ๆ แค่ไม่กี่แห่งเมื่อเกิดสงครามจะยิ่งไม่มั่นคง ถ้าเป็นภาษาเศรษฐศาสตร์โรงไฟฟ้าก๊าซอาจเรียกได้ว่าสินทรัพย์สูญค่านะครับ”

“นี่เป็นตัวอย่างของการติดตั้งโซลาร์เซลล์ตามมีตามเกิดของ จ.ฉะเชิงเทรา บ้านผมนะครับ ในฐานะที่ผมอยู่กับการต่อสู้มายาวนาน รวมถึงระยะหลังที่ทำข้อมูล Solar Rooftop ด้วย ผมเห็นว่าจริงๆ แล้วคำตอบของพลังงานไทยคือเราต้องหากุญแจเปิดประตูสู่ศักยภาพที่แท้จริงของพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาบ้านของประชาชนให้ได้ เราอยู่ในประเทศที่มีแดดตั้ง 9-10 ชั่วโมงต่อวัน อุปกรณ์ถูกลง กักเก็บพลังงานแสงอาทิตย์ได้มากขึ้น ถ้าทำให้ไฟฟ้าที่ผลิตจากหลังคาบ้านเข้าไปสู่ระบบได้ โดยรับซื้อตามเงื่อนไขที่เหมาะสม เราจะเห็นศักยภาพแท้จริงของพลังงานที่กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ เป็นเสถียรภาพบนความหลากหลายที่เกื้อกูลกันและยืดหยุ่นมากขึ้น”
กัญจน์ ทัตติยะกุล กล่าวอย่างคนที่พร้อมแล้วที่จะนำพลังงานแสงอาทิตย์จารึกลงไปในใบหน้าของเขาแทนโรงไฟฟ้าฟอสซิลเช่นในอดีต
ใบอนุญาตที่สองและช้างในห้อง

ฐิติพันธ์กล่าวถึงชื่อของบูรพาพาวเวอร์ที่กัญจน์กำลังต่อสู้อยู่ว่า “โรงไฟฟ้าบูรพาฯ เป็นโรงไฟฟ้าที่ชื่อดีมากนะครับ “ก๊าซธรรมชาติ” ก็เป็นการตั้งชื่อที่ดีเหมือนกัน ชื่อมันสลายความน่ากลัวไปได้เยอะเลย ดูเหมือนจะปลอดภัยนะครับ ด้วยความที่เราใช้ชื่อนี้กันมานาน ผมเลยไม่ได้คิดอะไรมาก แต่ทางกลุ่มฉะเชิงเทรารีพาวเวอร์ ทางพี่กัญจน์เขาย้ำว่านี่คือ “ก๊าซฟอสซิล” ผมเลยคิดว่าต้องเรียกว่า “ก๊าซฟอสซิล” ถึงจะถูกต้อง และสำหรับสื่อสิ่งแวดล้อมที่ทำงานด้านนี้โดยตรง ผมคิดว่าเราควรเลิกใช้พลังงานฟอสซิลอย่างก๊าซได้แล้วและไปใช้พลังงานที่คิดค้นขึ้นใหม่”
ฐิติพันธ์กล่าวว่าการเปลี่ยนไม่ผ่านทางพลังงานของไทยนั้นอาจเกิดได้จากหลายกรณี เช่นการเจรจาเพื่อแก้ปัญหาไม่ถูกคน แต่เรียกร้องให้ประชาชนต้องช่วยกันเอง ธรรมเนียมการนั่งในตำแหน่งที่ปรึกษาบริษัทพลังงานของข้าราชการไทย การปล่อยเงินกู้โดยไม่คำนึงถึงสิทธิมนุษยชน และเหตุผลที่ยากนิยามเหมือนช้างในห้องที่ไม่มีใครพูดถึง
“ตอนเกิดปัญหา PM2.5 รวมถึงในกรุงเทพฯ ด้วย คนจะนึกว่าสาเหตุสำคัญมาจากการเผาหลังเก็บเกี่ยว มีแนวคิดจำกัดรถยนต์ที่เข้าสู่เมืองชั้นใน ซึ่งจะมีคนใช้รถต้องปรับตัวถึง 100,000 คนเลยนะครับ แต่จริงๆ แล้วกรุงเทพฯ มีโรงกลั่นน้ำมันบางจาก โรงไฟฟ้าพระนครใต้ อีกแห่งคือโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ เป็นสามเหลี่ยมที่ครอบใจกลางของกรุงเทพฯ เอาไว้ ซึ่งปลดปล่อยก๊าซและฝุ่นสูงมากนะครับ และข้อมูลการปลดปล่อยเป็นข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ผมชวนตั้งข้อสังเกตกันครับว่ามีเหตุผลอะไรทำให้รัฐไม่ดีลกับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เหล่านี้ เพราะเพียงแค่ 3 แห่งจะช่วยลดฝุ่น PM2.5 ได้ แต่มักไปขอให้คนเล็กคนน้อย ประชาชนจำนวนปรับตัว”
“กับอีกเรื่องหนึ่งผมไม่รู้ว่ามันเป็นธรรมเนียม ประเพณี หรือเป็นระเบียบที่ต้องส่งข้าราชการทั้งยังไม่เกษียณและเกษียณแล้ว เข้าไปเป็นที่ปรึกษาบริษัทเอกชนที่ลงทุนด้านพลังงาน การเป็นที่ปรึกษาในแง่ดีคือการเข้าไปควบคุมกำกับ ไปดูแลให้ประชาชนได้ประโยชน์ แต่ที่เกิดขึ้นจริงคือการได้รับผลตอบแทน หรือเงินเดือนซึ่งมากกว่าเงินเดือนที่รับในตำแหน่งราชการด้วยซ้ำ หรือบางทีได้รับเบี้ยประชุมสูงมาก ผมคิดว่าเป็นส่วนหนึ่งเหมือนกันที่ทำให้นโยบายพลังงานบิดเบี้ยว ผมอยากถามว่าทำไมต้องทำแบบนี้?”
“การทำข่าวพลังงานเป็นอีกเรื่องที่มีความท้ายเช่นกัน เพราะผู้ที่เป็นเจ้าของโครงการมักเป็นบริษัทเอกชนอันดับต้นๆ ของประเทศไทยนะครับ เขื่อนหลายแห่งในแม่น้ำโขงพอเปลี่ยนเจ้าของโครงการเป็นบางบริษัท ขั้นตอนที่เคยติดขัดจะผ่านง่ายขึ้นเยอะเลยนะครับ”
“ผมคิดว่าการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานต้องใช้ใบอนุญาตสองใบ เหมือนการเลือกตั้งน่ะครับ ใบอนุญาตที่สองเขาอนุมัติให้เราด้วยไหม ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่อยากเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด แต่ดูเหมือนว่าจะมีคนกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นกลุ่มผลประโยชน์ที่อยู่ข้างบนหรือเป็นช้างในห้อง ผมว่ามีเรื่องแบบนี้อยู่เหมือนกันที่ทำให้ไม่สามารถเปลี่ยนผ่านไปได้ คล้ายกับกรณีของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานที่ให้ขึ้นชื่อว่ามีแต่ถูกคุมไม่ให้โต ไม่ให้มีสัดส่วนสูงขึ้นจนเกินไป ผมว่ามีอะไรแบบนี้คุมไว้อยู่”
ไม่ต้องเอาช้างออกจากห้อง
แต่ขยายห้องให้ใหญ่พอสำหรับทุกคน

“การใช้ไฟฟ้าของคนไทยจริงๆ อยู่ในระดับต่ำมาก คนไทยใช้ไฟ 2 แสนล้านหน่วย หาร 69 ล้านคน เท่ากับเราใช้ไประมาณ 3,000 หน่วยต่อหัวต่อปี ซึ่งถ้าเราคูณ 4 บาทก็เท่ากับปีหนึ่งเราใช้ประมาณ 12,000 บาทหรือเดือนละพัน ขณะที่มาเลเซียใช้มากกว่าเรา 50-60% จีนใช้มากกว่าเราถึง 2 เท่านะครับ จริงๆ จีนทะลุ 6,000 หน่วยต่อหัวต่อปีไปแล้ว ออสเตรเลีย สิงคโปร์ใช้ 3 เท่าของเรา อเมริกาใช้ 4 เท่าของเรา”
“การใช้ไฟฟ้าของประเทศไทยไม่ค่อยโต หลังๆ โตแค่เปอร์เซ็นต์เดียว ภาพนี้กำลังสะท้อนว่าคนไทยกำลังบริโภคน้อยลง ซึ่งไม่ดีนะครับ เพราะจริงๆ แล้วถ้า GDP โตเยอะ ไฟฟ้าจะโตตาม ผมเชื่อเรื่องสังคมเราต้องมีความกินดีอยู่ดี ต้นทุนในการใช้ชีวิตต้องต่ำรายได้ต้องสูง GDP ต้องต้องโต แต่ตอนนี้ปัญหาที่ใหญ่มากๆในเมืองไทยคือเศรษฐกิจไม่โตเลย ขณะที่ความเหลื่อมล้ำโตขึ้น คนส่วนใหญ่ยังเสียเปรียบอยู่ ยิ่งสถานการณ์พลังงานขึ้นราคาแบบนี้ ส่งผลลบมากๆ ต่อสถานการณ์ที่ว่า”
“ผมอาจพูดจากมุมมองของทุนนิยมนิดหนึ่ง ยิ่งเราบริโภคพลังงานมากเราก็ยิ่งสบายขึ้น ถ้าวันหนึ่งเรามีพลังงานหมุนเวียนใช้อย่างเหลือเฟือ เราจะจัดการเรื่องการแบ่งปันเศรษฐกิจทรัพยากร ในระบบเศรษฐกิจนี้ใหม่อย่างไร ยุคนี้เราไม่จำเป็นต้องติดอยู่กับถ่านหินหรือก๊าซธรรมชาติ ทุกท่านทราบแล้วว่าถ้าเอาจริง สร้างอุตสาหกรรมใหม่ด้วยพลังงานหมุนเวียนยังไงต้นทุนก็ต่ำกว่า แล้วทำไมเราไม่เลือก แต่เราอาจจะต้องเซ็ตไอเดียบางอย่างให้ฟรีขึ้นมา”
“ช่วงก่อนเลือกตั้งมีนักการเมืองคนหนึ่งพูดว่าเมืองต่างๆ เป็นสมาร์ทซิตี้ (Smart City) กันหมดแล้ว เราผลิตสมาร์ทมิเตอร์ (Smart Meter) กันดีกว่า ผมคิดว่าหลักการถูกต้อง แต่จริงๆ แล้วอุปกรณ์ต่างๆ ที่ต้องเปลี่ยนตามการเพิ่มขึ้นของพลังงานหมุนเวียนมันเยอะมากกว่าแค่สมาร์ทมิเตอร์มาก ซึ่งถ้าเรากล้าปักหมุดไปทางนั้นจริงๆ และบอกอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องว่ามาทำด้วยกันเถอะ แค่นี้ GDP จะมีมูลค่าสูงขึ้นไม่น้อย
“GDP ไทยทั้งปีคิดเป็น 17-18 ล้านล้านบาท เป็นไฟฟ้าไปแล้วเกือบ 1 ล้านล้านบาท ไม่รวมน้ำมัน ผมเลยคิดว่ามันใหญ่มาก แต่ทำไมมีคนทำน้อยจัง ผมคิดว่ามันต้องมีคนจอยมากกว่านี้ไหม เลยเป็นจุดตั้งต้นธุรกิจของผมขึ้นมา”
“ผมอาจเสนออะไรที่อาจดูล้ำสักหน่อย คือทำไมไม่ทำให้การใช้ไฟฟ้าโตควบคู่ไปกับเศรษฐกิจ แทนที่จะให้การใช้ไฟฟ้าโตเปอร์เซ็นต์เดียว ถ้าเรากำหนดว่าการเติบโตของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดควรโต 4-5% ทุกปี สัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนเองจะสูงขึ้นเองโดยอัตโนมัติ โดยที่เราไม่ต้องต่อสู้ แต่เราต้องทำไปพร้อมการเปิดโอกาสให้ตลาดพลังงานหมุนเวียนเสรีขึ้น พอเสรีมากขึ้นมีคนมาแข่งขันมากขึ้น ค่าไฟถูกลง เราอาจจะคิดน้อยลงเวลาเปิดแอร์หรือทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจ คนมี producitivity ดีขึ้น
“ส่วนผู้เล่นรายเดิมพลังงานหมุนเวียนที่เข้ามาอาจไม่ใช่ภัยคุกคามหรือทำให้คุณขายให้ฟ้าได้น้อยลง เมื่อเศรษฐกิจโต จะทำให้ทุกคนบริโภคได้มากขึ้น GDP โต กลับไปกลับมาเป็นวงจรแบบนี้ คุณก็โตไปด้วย จริงๆ สายส่งแบบดั้งเดิม เผลอๆ จะได้รับไฟฟ้ามากขึ้นด้วยซ้ำ ยิ่งบวกกับ Data Center หรือ EV ที่เข้ามา แบตเตอรี่เคมิคอลทั้งหลายก็โต ผมเชื่อว่ามีทางที่ทุกคนจะชนะด้วยกัน”
“ผมเชื่อว่าทางที่เราจะเปลี่ยนผ่านพลังงานคือเปลี่ยนผ่านพร้อมกัน ผู้เล่นเดิมไม่ต้องกลัวขนาดนั้น ไม่จำเป็นต้องเล่นเกมแบบฝั่งนึงเสียฝั่งนึงได้ ถ้าการมีช้างในห้องแล้วทำให้ห้องนั้นคับแคบมาก การแก้มีหลายวิธี ไม่ใช่การเอาช้างไปทิ้งอย่างเดียว เช่นถ้าเราขยายห้องให้ใหญ่ขึ้นซัก 5 เท่า ช้างอาจไม่เป็นปัญหาเท่าไหร่ คุณอาจมีที่ให้หายใจและทำนู่นทำนี่ได้เหมือนกัน”
“ถ้าคุณเปิดรับมากกว่านี้คุณอาจจะชนะมากกว่านี้ก็ได้ และรัฐน่าจะมีความสุขมากขึ้นด้วยเพราะด้านหนึ่งคุณก็ต้องโชว์ผลงานต่อประชาชนว่าเศรษฐกิจจะโตอย่างไร จะมีเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ไหม ประชาชนจะมีความสุขไหม ผมว่ามีทางที่ดีกว่านั้นอยู่”
แม้จะเป็นพลังงาน “หมุนเวียนและสะอาด”
แต่อาจไม่ผ่านด่านความยุติธรรมได้เช่นกัน

“สิ่งที่จะทำให้เราหลุดพ้นจากก๊าซจริงๆ คือเราต้องพึ่งพิงตัวเองได้ ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้เองในประเทศ โดยไม่ต้องพึ่งพิงจมูกคนอื่นหายใจ ภาพรวมของสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนจริงๆ ดีขึ้นนะคะ แต่ถ้าดูในร่างแผน PDP ฉบับล่าสุดหรือ ฉบับปี 2567 เราจะเห็นว่าสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น 15% ยังเป็นเขื่อนที่ถูกนิยามว่าเป็นพลังงานสะอาด ซึ่งเราก็ยังเอ๊ะ” ธัญญาภรณ์ตั้งข้อสังเกตถึงแผน PDP
ด้านฐิติพันธ์ผู้มีประสบการณ์ลงพื้นที่ในหลายพื้นที่ซึ่งสร้างเขื่อนกล่าวว่า “ไฟฟ้าที่ได้จากเขื่อนได้รับการนิยามว่าเป็นพลังงานสะอาดรูปแบบหนึ่งมาตลอด ด้วยความที่คนนิยามบอกว่าพลังงานสะอาดคือพลังที่ไม่ได้ปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หรือก๊าซเรือนกระจก ทั้งที่จริงๆ แล้วสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศสูงมากนะครับ ถ้าสร้างในป่าก็ทำให้ผืนป่าต้องจมน้ำ ถูกน้ำท่วม ถ้าสร้างในพื้นที่ชุมชน ก็จะมีชุมชนหรือประชาชนต้องอพยพย้ายถิ่นฐาน เรานิยามอย่างนี้มา 10-20 ปีแล้ว
“เขื่อนปากมูลนี่ผมคิดว่าสร้างแล้วล้มเหลว เขื่อนปากมูลมีประตูระบายน้ำ 8 บาน ซึ่งเป็นอุปสรรคของปลาจากแม่น้ำโขงที่จะขึ้นไปสู่ต้นแม่น้ำมูล และทำให้น้ำไม่ไหลลงสู่แม่น้ำโขงแต่ต้องไหลผ่านประตูที่มีขนาดเล็กกว่าเส้นทางน้ำธรรมชาติมาก ถ้าเจ้าหน้าที่ในแต่ละจุดไม่บริหารปิดเปิดเขื่อนให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำดีพอจะทำให้เกิดน้ำท่วม มีช่วงหนึ่ง 2-3 ปี ติดกัน อุบลฯ น้ำท่วมหนักทุกปี คนตั้งข้อสังเกตกันมากว่าสาเหตุอาจไม่ใช่เพราะธรรมชาติ แต่เป็นเพราะเขื่อนกั้นแม่น้ำเอาไว้”
“ผมชวนตั้งคำถามว่าถึงเวลาแล้วหรือยังว่าเราควรมานิยามใหม่ว่าจริงๆ แล้วเราไม่ควรเรียกพลังงานจากเขื่อนว่าพลังงานสะอาดอีกต่อไป เพราะคำนี้มีผลมากนะครับ บริษัทที่ผลักดันให้เกิดการสร้างเขื่อนเขาสามารถเอานิยามว่าเขื่อนเป็นพลังงานสะอาดไปเคลมได้สารพัดอย่าง เช่นเคลมว่าเป็นบริษัทที่รักสิ่งแวดล้อม ไปเคลมคาร์บอนเครดิตก็ยังได้ นำไปสู่การผลักดันให้สร้างเขื่อนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ”
ในประเทศเราคงสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ยากแล้ว คนตระหนักว่าเขื่อนมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมสูง ทำให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนต้องย้ายไปสร้างเขื่อนประเทศเพื่อนบ้านที่อาจมีระบบกฎหมายและการตรวจสอบอ่อนกว่า โดยมีสถาบันการเงินและธนาคารของไทยเป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งเลยที่ทำให้เกิดเขื่อนเยอะขึ้น เพราะอนุมัติเงินกู้ให้โดยมองเพียงว่าผู้กู้มีศักยภาพในการคืนเงินหรือเปล่า โดยไม่ได้คำนึงถึงสักเท่าไหร่ว่าส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือเปล่า หรือเป็นกิจการสีเทาหรือเปล่า
“แต่นั่นคือพลังงานที่ผมคิดว่าไม่ควรเรียกว่าเป็นพลังงานสะอาด ส่วนพลังงานที่ผมคิดว่าเรียกว่าพลังงานสะอาดได้ก็มีปัญหาเหมือนกัน อย่างกรณีกังหันลม มีชาวบ้านบางพื้นที่ต่อต้านเช่นกัน เช่นในลพบุรี มุกดาหาร และโคราชบางพื้นที่ เหตุผลหนึ่งคือเขาบอกว่ากังหันลมจะมาตั้งบนภูเขาซึ่งเป็นป่าชุมชนที่เขาดูแลรักษามา ทางหน่วยงานท้องถิ่นกำลังจะยกพื้นที่ให้หลายไร่ และห้ามไม่ให้ชาวบ้านเข้าไปในพื้นที่ทั้งที่พวกเขาดูแลมา กลายเป็นชาวบ้านที่นั่นไม่ยอมรับกังหันลม เป็นมุมมองที่น่าสนใจนะครับ”
“และสุดท้ายแล้วถ้าเราจะเปลี่ยนผ่านพลังงานเป็นพลังงานสะอาดหรือพลังงานหมุนเวียนที่แท้จริง จะต้องมีกลุ่มแรงงานที่ได้รับความเดือดร้อนจากการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ เช่น ถ้าเปลี่ยนจากรถน้ำมัน เป็นรถไฟฟ้า จะมีคนงานที่โรงงานรถยนต์ตกงานอาจเป็นพันๆ คน เราคำนึงถึงคนเหล่านั้นที่จะตกงานมากแค่ไหน ในฐานะสื่อมวลชน ถ้าเรามองไปทางนั้นแล้วหันกลับมามองทางนี้ว่ามีคนอีกกลุ่มหนึ่งกำลังที่จะได้รับผลกระทบหรือตกงาน เป็นความยากอย่างหนึ่งนะครับ”
ธัญญาภรณ์กล่าวว่า “อย่าคิดว่าแค่เราเปลี่ยนจากพลังงานฟอสซิลมาสู่พลังงานหมุนเวียนแล้วเราจะเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยุติธรรม บางคนอาจบอกว่าเราค้านทุกเรื่อง ถ่านหิน ก๊าซ ลม โซลาร์ฟาร์ม นิวเคลียร์ ตกลงเราจะเอาอะไร ส่วนตัวเราคิดว่าการจะกำหนดว่าเราจะผลิตไฟฟ้าแบบไหน ใช้เชื้อเพลิงอะไร มันสัมพันธ์กับชีวิตผู้คน น้ำที่เราดื่ม อากาศที่เราหายใจ อาหารที่เรากิน มะม่วงจะหายไปไหม? อาหารทะเลจะหายไปหรือเปล่าเพราะมีท่าเทียบเรือ เราอยากมีชีวิตแบบไหน? และเราจะผลิตพลังงานแบบไหนเราถึงจะมีชีวิตในแบบที่เราต้องการ”
4 ทศวรรษที่ไทยผูกติดกับก๊าซ
2 ทศวรรษที่ไทยเสียโอกาสกระจายอำนาจการผลิตพลังงานหมุนเวียนสู่มือประชาชน

“4 ทศวรรษที่เราอยู่กับก๊าซแบ่งได้ 2 ระยะค่ะ 2 ทศวรรษแรกเราพึ่งก๊าซในประเทศเป็นหลัก เพราะเรามีแหล่งก๊าซทั้งในทะเล บนบก และพื้นที่ทับซ้อน เราไม่ต้องยืมจมูกคนอื่นหายใจ แต่พอทศวรรษที่ 3 ก๊าซในประเทศไม่พอ เราต้องนำเข้าก๊าซจากเมียนมา ปี 2543 เป็นต้นมา เราเริ่มยืมจมูกคนอื่นหายใจแล้ว เราอยู่กับก๊าซในประเทศและก๊าซจากเมียนมาประมาณ 10 ปี พอปี 2554 ก๊าซเราก็ไม่พออีก สุดท้ายเรานำเข้าก๊าซเหลว (LNG) ที่ขนส่งได้จากทั่วโลก และไม่ต้องวางโครงข่ายท่อก๊าซเหมือนยุคที่มีการประท้วงท่อก๊าซไทย-เมียนมา (ยาดานา) หรือว่าท่อก๊าซไทย-มาเลย์”
“ความมั่นคงทางพลังงานที่ขึ้นอยู่ก๊าซ จึงขึ้นอยู่กับการนำเข้า แม้ขณะนี้ที่เกิดสงครามยังมีคนเสนอทางออกว่าเราก็ไปหาแหล่งก๊าซอื่นเรื่อยๆ จากทางฝั่งอันดามัน พื้นที่ทับซ้อนกัมพูชา หรือถ้าซื้อ LNG จากกาตาร์ไม่ได้จริงๆ ก็นำเข้าจากอเมริกาหรือออสเตรเลีย แต่ถ้าเราทำเมื่อไหร่เราจะหลุดพ้นจากก๊าซ” ธัญญาภรณ์ตั้งคำถาม
“ส่วนพลังงานหมุนเวียนแม้เราจะเริ่มผลิตมาตั้งแต่ปี 2530 แต่พลังงานหมุนเวียนเริ่มมีที่ทางจริงๆ ในการเปิดรับซื้อจาก “ผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก” (Small Power Producer: SPP หมายถึง ผู้ผลิตไฟฟ้าที่มีกำลังผลิตไฟฟ้าขายเข้าระบบ มากกว่า 10 เมกะวัตต์ แต่ไม่เกิน 90 เมกะวัตต์) คือปี 2535 แต่ที่รับซื้อเยอะๆ คือในกลุ่มที่เรียกว่า “ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็กมาก” (Very Small Power Producer: VSPP หมายถึง ผู้ผลิตไฟฟ้าทั้งภาคเอกชน รัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และประชาชนทั่วไป โดยขายไฟฟ้าเข้าระบบไม่เกิน 10 เมกะวัตต์) เป็นการรับซื้อพลังงานหมุนเวียนแทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ เกิดขึ้นในปี 2545” ธัญญาภรณ์กล่าวถึงจุดเริ่มต้นและเส้นทางเติบโตของพลังงานหมุนเวียน
“อยากให้สังเกตว่าแถวๆ ทศวรรษ 2540 เป็นต้นมา พอ VSPP มา แถวๆ ปี 2545 – 2546 ในทางสถิติไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนของเราแตะ 1% แล้วนะคะ คือจาก 100% มาจากพลังงานหมุนเวียนแล้ว 1% และเกิดหมุดหมายการรับซื้อพลังงานหมุนเวียนจากภาคเอกชนที่แตะ 1,000 เมกะวัตต์แรกแล้ว แต่ในยุคนั้นยังเป็นชีวมวล (เช่น แกลบ เศษไม้ยางพารา) เป็นหลัก ตัวพลังงานแสงอาทิตย์ยังไม่มา”
“ปี 2545-2546 เป็นช่วงตั้งต้นของพลังงานหมุนเวียนที่ดูมีที่ทางและมีวี่แววดีนะคะ ปี 2549 ภาคประชาสังคมคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินอย่างเข้มแข็งและพยายามผลักดันว่าพลังงานหมุนเวียนเป็นทางเลือกได้ แต่รัฐบอกว่าต้นทุนสูงกว่าและใช้เหตุผลนี้สนับสนุนก๊าซและถ่านหินต่อไปโดยให้เหตุผลว่าพลังงานหมุนเวียนต้นทุนแพงหลังจากนั้นเกิดการรัฐประหารในปี 2549 และ 2557 กลายเป็น 2 ทศวรรษที่พลังหมุนเวียนชะงักและ 2 ทศวรรษที่การเมืองไทยเจอรัฐประหารควบคู่ไปด้วยกัน และล้อไปกับ 2 ทศวรรษที่เราเริ่มนำเข้าก๊าซจากเมียนมาและ LNG เข้ามา ทุกอย่างเกิดขึ้นพร้อมกัน ขับเคี่ยวกัน ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกไปในเส้นทางไหน”
“สุดท้ายสิ่งที่เกิดขึ้นช้าที่สุด คือการรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์ภาคประชาชนหรือ Solar Rooftop ที่มาเมื่อตอนปี 2562 และรับซื้อน้อยมาก ซึ่งปัจจุบันหยุดการรับซื้อไปแล้วเมื่อปี 2567 และยังไม่เปิดการรับซื้อครั้งใหม่ พอเจอวิกฤตสงครามครั้งนี้ คนเริ่มถามหาแล้วว่าทางรอด ทางเลือกคืออะไร รัฐบาลจะสนับสนุนเราไหม”
“ปัจจุบันเรายังไม่เห็นเป้าหมายของ Solar Rooftop ในแผน PDP ซึ่งแผนฯ นี้เป็นสิ่งยืนยันว่าเรามีประชาธิปไตยทางพลังงาน แผน PDP ควรกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน ว่าเราจะรับซื้อไฟฟ้าจาก Solar Rooftop จากหลังคาบ้านประชาชนเท่าไหร่ รอมาปีกว่าก็ยังไม่เปิดรับซื้อสักที แต่การรับซื้อจากภาคเอกชนเดินหน้าไป”
“เราลองมาคำนวณว่าโควตา 90 เมกะวัตต์ที่ปิดรับซื้อไปแล้ว จะทำให้เกิดผู้ผลิตไฟฟ้ากี่ราย? เฉลี่ยว่าผู้ผลิต 1 ราย ผลิตได้ 5 กิโลวัตต์ รวมแล้วจะมีผู้ผลิตไฟฟ้าทั้งหมด 18,000 ราย และแหล่งผลิตไฟฟ้า 18,000 แห่งทั่วประเทศ แต่ว่ามันยังมีศักยภาพเยอะกว่านั้น”
“ลองคิดว่าหากเราเป็นคนกลางที่รับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 90 เมกะวัตต์ เราต้องดีลกับคน 18,000 คน แต่ถ้าเราเป็นคนกลางในการประมูล IPP ซึ่งในความเป็นจริงเราประมูลครั้งแรกได้มา 7 โครงการ ครั้งที่สอง 4 โครงการ ครั้งที่สามหรือครั้งล่าสุดในปี 2555 เหลือ 2 โครงการ เซ็นสัญญาปุ๊บ ได้ไฟฟ้าพันเมกะวัตต์ตู้มเลย มันเหมือนเรื่องลด PM2.5 ที่รัฐไม่เจรจากับเอกชนและรัฐวิสาหกิจ 3 ราย เพราะมันน่าปวดหัว แต่เลือกขอร้องประชาชนให้ช่วยกันเองมันง่ายกว่า ปัจจุบันเรามีผู้นำเข้า LNG 8 ราย จำนวนไม่ได้เยอะนะคะ รัฐควรดีลได้ง่าย แต่มันก็ไม่ง่าย นี่อาจเป็นช้างที่อยู่ในห้องอีกตัวหนี่ง ที่ช่วยทำให้เราเห็นความสำคัญว่าทำไมเราต้องการกระจายอำนาจทางพลังงาน”
การกระจายอำนาจทางพลังงานที่ล้มลุกคลุกคลาน

“ในเส้นทางประวัติศาสตร์เกิดการกระจายอำนาจการผลิตไฟฟ้าหลายครั้งมาก แต่ว่าพอจะเติบโตขึ้นกลับถูกดึงกลับมา เช่นในยุครัฐบาลคณะราษฎร มีไอเดียการกระจายอำนาจการผลิตไฟฟ้าให้ท้องถิ่น เริ่มกระจายไปทางภูมิภาคแล้วแต่ต้องใช้เงินลงทุนสูง เลยมีนโยบายว่าสุขาภิบาลสามารถกู้เงินจากรัฐ ลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าได้ ที่จะผลิตไฟฟ้าและจ่ายให้ภูมิภาค” ธัญญาภรณ์กล่าว
“กฟผ. กฟน. กฟภ. ก่อตั้งครบภายในปี 2512 สถาปนาอำนาจเกี่ยวกับไฟฟ้าไว้ที่รัฐทั้งหมด กฟผ.ทำหน้าที่จัดหา และผลิตไฟฟ้า พอเปิดทางให้เอกชน ต่อมา กฟผ. ก็เพิ่มอีกบทบาทหนึ่งคือผลิตด้วย แต่ก็รับซื้อจากเอกชนและนำไปจำหน่ายให้กับผู้บริโภคโดยผ่านการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและการไฟฟ้านครหลวง”
“นี่คือจุดเริ่มต้นที่ กฟผ.รับบทบาทเป็นผู้รับซื้อไฟฟ้ารายเดียว (Enhanced Single Buyer) แล้วกระจายขายต่อให้อีกทอดหนึ่ง แต่การสถาปนาบทบาทนี้แบบเป็นทางการจริงๆ ออกมาจากมติคณะรัฐมนตรี ปี 2546 เป็นไทม์ไลน์ที่คาบเกี่ยวช่วงแปรรูป กฟผ. ในรัฐบาลคุณชวน ยุคนั้นมีการคัดค้านและตั้งคำถามเรื่องการผูกขาดรัฐวิสาหกิจอย่างมาก กฟผ. จึงตั้งบริษัทลูกเป็นเอกชน คือ EGGO จากนั้น EGGO ไปซื้อโรงไฟฟ้าก๊าซระยองซึ่งเดิมเป็นของ กฟผ. แล้ว กฟผ. รับซื้อไฟฟ้ากลับมา”
“ปี 2543 รัฐบาลคุณชวนมุ่งสู่การมีตลาดไฟฟ้าเสรีหรือ Power Pool ต่อมาคุณทักษิณได้รับการเลือกตั้งในปี 2544 พอปี 2546 เป้าหมายนี้ซึ่งควรได้รับการสานต่อจนสำเร็จลุล่วงแต่กลับถูกพับไป ยุคนั้นมีข้อถกเถียงเยอะ สุดท้ายรัฐบาลคุณทักษิณกำหนดให้ระบบไฟฟ้าของไทยใช้ระบบผู้รับซื้อไฟฟ้ารายเดียว จากนั้นเราอยู่กับโครงสร้างนี้เรื่อยมา”
“ปัจจุบันไฟฟ้าที่เราผลิตได้จากพลังงานหมุนเวียนรวมถึง Solar Rooftop การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเป็นผู้รับซื้อ แต่การรับซื้อไฟฟ้าจากเอกชนทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ รวมถึงการซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ กฟผ. กุมการรับซื้อทั้งหมดเพียงรายเดียว โดยซื้อตามที่แผนพลังงาน หรือแผน PDP กำหนดให้เรา ไม่ได้มีความเสรีที่ใครใครซื้อซื้อใครใครขายขายได้อย่างอิสระ”
“คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เป็นหน่วยงานที่มีทำหน้าที่กำกับกิจการไฟฟ้าและสำคัญที่สุดกลับเกิดขึ้นในปี 2551 เป็นตัวละครตัวสุดท้ายที่ปรากฏ ซึ่งชวนตั้งคำถามต่อโครงสร้างอำนาจว่า คนที่ทำหน้าที่กำกับทำไมมาเป็นตัวละครตัวสุดท้าย ซึ่ง กกพ. ต้องกำกับอำนาจที่สถาปนามาร่วม 140 ปี และอำนาจนั้นหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ”

“ลองอ่านหนังสือ เปลี่ยนให้ผ่านพลังงานไทย หน้า 149 ที่ตอนนั้นเรานำเข้า LNG แล้วทาง กกพ. พูดว่า การนำเข้าจะทำให้ต้นทุนค่าไฟของเราสูงขึ้นซึ่งรวมถึงค่าก่อสร้างท่ารับ LNG และปิดท้ายว่า Regulator (กกพ.) จะดูแลค่าไฟอย่างเป็นธรรม นี่คือบทสัมภาษณ์ในปี 2554 ซึ่งสุดท้ายก็ไม่มีใครรับผิดชอบต่อค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้น”
“เราคิดว่าเป็นความผิดปกติของกลไกตลาดนี้ ถ้าตลาดไฟฟ้าทำงานปกติ ถ้าราคาเชื้อเพลิงจะสูงขึ้นผู้ลงทุนหรือเจ้าของโรงไฟฟ้า คงใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ เพราะต้นทุนเขาสูงขึ้น แต่ที่เราเห็นกันตลอดเวลาตามที่เรามอนิเตอร์ข่าว เราจะเห็นว่าทุกครั้งที่ราคาค่าไฟและเชื้อเพลิงจะเพิ่มขึ้น ข่าวฝั่งตลาดหุ้นบอกให้รีบลงทุน หุ้นวิ่งแล้ว นึกออกไหมคะว่าถ้าตลาดไฟฟ้าเราปกติสิ่งนี้จะไม่เกิดขึ้น ภาระต้องตกอยู่กับผู้ประกอบการที่จะทำยังไงถึงจะต้องลดการลงทุน เปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานที่มีต้นทุนถูกกว่า หรือไม่ใช้ฟอสซิลแล้วเพราะ LNG มันแพงมากเลย”
“ตอนนี้เราอยู่กับค่าไฟที่มาจากโครงสร้างรวมศูนย์และเอื้อเอกชนแบบนี้ แม้พลังงานหมุนเวียนดูเหมือนเข้ามาเยอะขึ้น แต่ภายใต้โครงสร้างที่การทำสัญญากับเอกชนกินเวลา 20-25 ปี ต่อให้เราเปลี่ยนเชื้อเพลิง หรือใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้นแล้ว สัญญาเหล่านี้ก็ผูกมัดเราอยู่ดี และประชาธิปไตยทางพลังงานจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ถ้าเรามีคนซื้อในตลาดแค่รายเดียว?”
สถานการณ์โลกตอนนี้เขย่าเราอีกครั้ง หลังเขย่าเมื่อสองปีก่อนตอนเกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน นอกจากสงครามเรายังเจอปัญหาเรื่องโลกรวน โลกเดือด เป็นอีกเงื่อนไขหนึ่งที่ทำให้เราต้องรีบเปลี่ยน ถ้าไม่เปลี่ยนเราจะไม่ผ่านและเราจะตายหมู่กัน เราอยากถามรัฐบาลว่า ในฐานะที่คุณมาจากการเลือกตั้ง นโยบายพลังงานที่น่าจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ รวมถึงแผน PDP ฉบับใหม่ คุณต้องการให้ประชาชนที่เขาเลือกคุณมามีชีวิตแบบไหน อากาศที่หายใจมี PM2.5 หรือเปล่า น้ำยังกินได้ไหม หรือเอา Data Center มาแต่คนตะวันออกเปิดก๊อกน้ำมาแล้วไม่มีน้ำใช้ เรื่องเหล่านี้สัมพันธ์กันหมด ดังนั้นจึงต้องถามกลับไปยังผู้กำหนดนโยบายด้วยว่า เวลาคุณออกแบบนโยบายคุณเห็นภาพชีวิตของคนที่เลือกคุณมา คุณเห็นภาพชีวิตพวกเราเป็นแบบไหน”
“อนาคตไม่มีใครรู้นะคะ ตอนนี้อาจดูเหมือนเราติดอยู่กับโครงสร้างที่เปลี่ยนยาก แต่ในอนาคตอาจมีปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ โครงสร้าง หรือช้างสักตัวหนึ่งมาเขย่าระบบทั้งหมดก็เป็นไปได้ เรามามองหาสิ่งนั้นด้วยกันด้วยความหวังค่ะ”

ผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนผ่านวงพูดคุย 4/2 ทศวรรรษที่สูญหาย เปลี่ยนที่ไม่ผ่านของพลังงานแบบไทยๆ ส่วนหนึ่งของงาน “เปลี่ยนให้ผ่านพลังงานไทย” เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 ที่มิวเซียมสยาม:
ธัญญาภรณ์ สุรภักดี | หัวหน้าโครงการ JET in Thailand และผู้ริเริ่มจัดทำหนังสือ เปลี่ยนให้ผ่านพลังงานไทย
กัญจน์ ทัตติยกุล | ตัวแทนประชาชนจากกลุ่มฉะเชิงเทรารีพาวเวอร์
ฐิติพันธ์ พัฒนมงคล | นักเขียนสารคดีสิ่งแวดล้อม ผู้เขียนหนังสือ “Earth’s Cry การต่อสู้และความหวังในวิกฤตสิ่งแวดล้อม”
สัมฤทธิ์ สิทธิวรานุวงศ์ | ผู้ประกอบการธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์ CEO บริษัท โซลาร์ ดี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (Solar D)
ดำเนินรายการโดย
อรพิณ ยิ่งยงพัฒนา I ผู้อำนวยการ Rocket Media Lab
