เสียงจากคนอยากใช้ไฟแดด

บทความ, การเปลี่ยนผ่านพลังงาน

อุปสรรคและข้อเสนอสู่การปลดล็อกโซลาร์ภาคประชาชน

จากไฟสงคราม สู่วิกฤตพลังงาน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าไฟของประชาชน การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ หรือ “ไฟแดด”  จึงกลายเป็นทางออกที่ถูกพูดถึงอยู่บ่อยครั้งเมื่อเกิดปัญหาค่าไฟแพง

JET in Thailand  พาทุกคนไปฟังเสียงสะท้อนของคนอยากใช้ไฟแดด และสำรวจ “คอขวด” ที่ขวางกั้น ผ่านวงคุยออนไลน์ “ถอดรหัสเสียงจากคนอยากใช้#ไฟแดด” เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 โดยมีตัวแทนจากผู้ใช้งานจริง ผู้ประกอบการ และนักวิชาการ ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยน ได้แก่ รศ.ดร. ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ อาจารย์จากสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ธีระพงศ์ แสงลาภเจริญกิจ กรรมการผู้จัดการ RE Generation Thailand, จารุวรรณ ธงสุวรรณ ผู้ดูแลกลุ่มงานบ้านที่รักและเพจผีแม่บ้านที่รัก และสันติชัย อาภรณ์ศรี ผู้ประสานงาน JustPow เป็นผู้ดำเนินรายการ

ถอดรหัสเสียงจากคนอยากใช้ไฟแดด

พีรยา พูลหิรัญ นักวิเคราะห์ข้อมูลจาก JET in Thailand ได้นำเสนอผลการสำรวจความคิดเห็นจากแบบสอบถามออนไลน์ “ใครอยากใช้ไฟแดดยกมือขึ้น” ระหว่างวันที่ 10-30 เมษายน 2569 พร้อมกับถอดรหัสให้เห็นถึงแรงจูงใจและอุปสรรคที่คนอยากใช้ไฟแดดต้องเผชิญ 

  1. คนสนใจใช้ไฟแดด เพราะค่าไฟแพง และต้องการผลิตไฟใช้เอง 

จากผลการสำรวจพบว่า คนสนใจอยากใช้ไฟแดด เพราะ “ค่าไฟแพง” และ “ต้องการผลิตไฟใช้เอง” ถึง 42% และ 31% ตามลำดับ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่ช่วยให้คนรู้สึกถึง “ความมั่นคงทางพลังงาน” ที่สามารถควบคุมจัดการได้ด้วยตนเองทั้งในด้านราคาและการผลิต

  1. เงินทุน และ การหาช่าง เป็นอุปสรรคใหญ่ของคนอยากใช้ไฟแดด

“เงินลงทุนติดตั้ง” คืออุปสรรคสำคัญที่สุดสำหรับกลุ่มผู้ที่สนใจแต่ยังไม่พร้อมติดตั้ง  ขณะที่กลุ่มผู้ที่สนใจและติดตั้งแล้ว กับกลุ่มผู้ที่สนใจและอยู่ระหว่างตัดสินใจติดตั้งเลือกตอบว่า “การหาช่างที่น่าเชื่อถือ สามารถวางใจในคุณภาพและการให้บริการได้” คืออุปสรรคสำคัญที่สุด  

  1. เงินทุนที่(ยัง)ไม่พร้อมจ่ายของคนอยากใช้ไฟแดด

เมื่อสำรวจค่าความพร้อมจ่ายในการติดตั้งโซลาร์เซลล์ พบว่า กลุ่มผู้ที่สนใจแต่ยังไม่พร้อมติดตั้ง ซึ่งคิดเป็น 47% ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด ระบุว่า เงินลงทุนที่พร้อมจ่ายคือ สูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท ขณะที่ต้นทุนในการติดตั้งอยู่ที่ประมาณ 89,000-150,000 บาท

“คอขวด” สำคัญที่ขวางกั้นการเข้าถึงไฟแดด

จากผลแบบสอบถามสู่การแลกเปลี่ยนความเห็นในวงคุย ทำให้เห็นถึง “คอขวด” สำคัญที่เป็นอุปสรรคของการติดตั้งโซลาร์เซลล์ของภาคประชาชน 

  • คอขวดที่ 1: ข้อมูลกระจัดกระจาย เข้าใจยาก และกังวลเรื่องคุณภาพช่าง

จารุวรรณ ตัวแทนจากผู้บริโภคสะท้อนว่า ข้อมูลในปัจจุบันมีความกระจัดกระจาย และมักเป็นภาษาช่างที่ซับซ้อน ทำให้ประชาชนทั่วไปไม่สามารถทำความเข้าใจได้ตั้งแต่ต้นจนจบ 

คนสับสนว่าไม่รู้จะไปดูข้อมูลจากไหน ที่มันเชื่อถือได้ อุ้ยว่าอันนี้เป็นปัญหาหลักมาก ๆ กลุ่มโซลาร์ก็มี แต่ว่าข้อมูลมันกระจัดกระจายมาก แล้วก็ไม่รู้อันไหนเชื่อได้อันไหนเชื่อไม่ได้ หรือแม้กระทั่งเพจช่างต่าง ๆ ก็เยอะ แต่ก็ไม่ได้มีใครมาให้ข้อมูลแบบสเต็ปบายสเต็ปตั้งแต่ต้นจนจบ 

นอกจากนี้ ผู้ใช้งานยังมีความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับการหาช่างติดตั้งที่ไว้ใจได้ กลัวช่างทิ้งงาน รวมถึงปัญหาการรับประกันอุปกรณ์ระยะยาว เช่น อินเวอร์เตอร์ หากบริษัทผู้ผลิตซึ่งอยู่ในต่างประเทศปิดตัวลง ผู้บริโภคก็ไม่รู้ว่าจะต้องไปเคลมสินค้ากับใคร 

ธีระพงศ์ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์จากการทำงานในฐานะผู้ประกอบการติดตั้งโซลาร์เซลล์ว่า

คนมีอุปสรรคเรื่องความรู้เรื่องความเข้าใจว่าโซลาร์คืออะไร ติดยังไง แล้วก็มีเรื่องแบบจะเลือกช่างยังไง ช่างจะทิ้งงานมั้ย อะไรพวกนี้ครับ ก็เป็นความกังวลเป็นปกติสําหรับคนติดโซลาร์” 

ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกันกับผลแบบสอบถาม โดยพีรยานำเสนอตัวอย่างข้อมูลที่ผู้สนใจติดโซลาร์ต้องการทราบ 

“บ้านเราติดได้มั้ย ควรติดเท่าไหร่ ควรมีแบตมั้ย ติดแล้วคุ้มมั้ย หรือว่าใช้ไฟเท่าไหร่ถึงจะคุ้ม แล้วก็มีเรื่องความปลอดภัย เท่าที่เห็นข้อมูลจากแบบสอบถาม คิดว่าเรื่องเบื้องต้นน่าจะเป็น “ประตูบานใหญ่” ของคนที่อาจจะไม่เคยรู้เรื่องช่าง แล้วต้องเข้ามาหาข้อมูลเรื่องโซลาร์”

  • คอขวดที่ 2: One stop service ที่ยังไม่ครอบคลุม

ดร.ชาลีชี้ว่า แม้การไฟฟ้าจะมีระบบ one stop service แต่ก็เป็นเพียงการบริการที่ปลายทาง ผู้บริโภคยังต้องแบกรับภาระในส่วนขั้นตอนต้นทางด้วยตนเองก่อนจะมาถึง one stop service ทั้งการหาช่าง การออกแบบระบบ และการตรวจสอบโครงสร้างวิศวกรรม 

“one stop service เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีนะครับ แล้วหลายประเทศก็ทําแนวทางนี้กันมาโดยตลอด ประเทศไทยก่อนหน้ารัฐบาลนี้ก็มี one stop service อยู่แล้ว เราทุกคนสามารถไปที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและการไฟฟ้านครหลวง ถ้าเกิดสนใจจะติดโซลาร์ เขาก็จะแนะนําเลยว่าต้องเตรียมเอกสารอะไรมา ชําระค่าธรรมเนียมอะไร เท่าไหร่

แต่ปัญหาสําคัญก็คือ ก่อนที่เราจะเตรียมทุกอย่างพร้อมไปติดต่อที่ one stop service มันมีค่าใช้จ่ายและกระบวนการมากมาย เช่น ต้องออกแบบระบบไฟฟ้า ติดตั้งให้เรียบร้อยก่อน และต้องมีวิศวกรเซ็นรับรอง ท้ายที่สุดแล้วมันก็เลยทําให้เกิดค่าใช้จ่ายระหว่างทาง ยังไม่นับที่จะต้องไปค้นหาข้อมูลและช่างที่เราเชื่อใจ” 

  • คอขวดที่ 3: ช่องว่างทางการเงิน และอุปสรรคเชิงจิตวิทยาต่อการกู้ยืม

ผลการสำรวจค่าความพร้อมจ่ายในการติดตั้งโซลาร์ในกลุ่มผู้ที่สนใจแต่ยังไม่พร้อมติดตั้ง ซึ่งพบว่าจ่ายได้สูงสุดไม่เกิน 50,00 บาท เผยให้เห็นถึงช่องว่างทางการเงินอย่างน้อย 39,000 บาท ไปจนถึง 100,000 บาท (ขึ้นอยู่กับขนาดติดตั้ง) ที่ทำให้คนสนใจไฟแดดแต่ไม่สามารถเข้าถึงได้จากข้อจำกัดด้านการเงิน

ผลจากแบบสอบถามยังชี้ให้เห็นว่านโยบายสนับสนุนด้านการเงินที่คนโหวตมากที่สุดคือโครงการ “โซลาร์คนละครึ่ง” (รัฐช่วยจ่ายค่าติดตั้งครึ่งหนึ่ง) เพราะเป็นแนวทางที่เข้าใจง่ายและช่วยลดภาระเงินก้อนใหญ่ได้ตรงจุด ในทางกลับกัน นโยบายสินเชื่อหรือเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ กลับเป็นสิ่งที่ประชาชนโหวตเลือกน้อยที่สุดในทุกกลุ่ม

ธีระพงศ์มองว่า แม้ในเชิงตัวเลขการลงทุนติดตั้งโซลาร์จะสามารถคืนทุนได้ในเวลา 3-5 ปี แต่ประชาชนส่วนใหญ่มองโซลาร์เซลล์เป็น “สินค้าที่ยังไม่จำเป็นเร่งด่วน” จึงไม่ต้องการแบกรับภาระดอกเบี้ยจากการกู้ยืมธนาคาร นโยบายสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจึงเป็นสิ่งที่ประชาชนทุกกลุ่มโหวตเลือกน้อยที่สุด

“โซลาร์ไม่ใช่สินค้าจำเป็นเร่งด่วน ไม่ต้องมีก็ได้ ถ้าไม่ติดตอนนี้ก็ใช้ไฟที่ซื้อจากรัฐต่อไป มันเลยเป็นเหมือนกำแพงสองชั้นที่เป็นอุปสรรคของการติดตั้งโซลาร์” 

โจทย์สำคัญที่ต้องค้นหาคำตอบต่อไปก็คือ มาตรการสนับสนุนทางการเงินแบบไหนที่จะช่วยให้คนที่สนใจเข้าถึงการใช้ไฟแดดมากขึ้น แม้ผลแบบสอบถามจะชี้ว่าประชาชนน่าจะถูกใจกับโครงการโซลาร์คนละครึ่ง เพราะการที่ต้องจ่ายหนึ่งแสนบาทแล้วลดเหลือครึ่งหนึ่งคือ 50,000 ถือเป็นตัวเลขที่มีความหมายกับชีวิต แต่อาจเป็นนโยบายที่เป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติ ดร.ชาลีให้ความเห็นว่า

“โซลาร์คนละครึ่ง เป็นโครงการที่เกิดขึ้นจริงยากมาก เพราะต้องหางบส่วนอื่นเข้ามาโปะ ซึ่งตอนนี้งบประมาณของประเทศเรามันก็กู้แหลกอยู่แล้ว จึงมีโอกาสที่เราจะได้คนละครึ่งน้อยมาก”

  • คอขวดที่ 4: ความล่าช้าในการอนุมัติขายไฟ และราคารับซื้อที่ไม่จูงใจ

ดร.ชาลีระบุว่า ปัญหาใหญ่ของนโยบายรับซื้อไฟคือ กระบวนการอนุมัติและตรวจสายส่งของการไฟฟ้าที่ล่าช้ามาก อย่างโควตาการรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์ภาคประชาชนที่ผ่านมาจำนวน 90 เมกะวัตต์ การอนุมัติขายไฟยังไม่สามารถดำเนินการให้เสร็จภายในหนึ่งปีได้เลย

“ที่ผ่านมาคอขวดอยู่ที่การอนุมัตินี่แหล่ะ ไม่ได้อยู่ที่คนสมัครหรอก คนสมัครเต็มตลอดนะครับ แต่ว่าการอนุมัติมันช้า” 

ขณะที่ราคารับซื้อไฟของรัฐอยู่ที่ 2.20 บาทต่อหน่วย ในมุมมองของดร.ชาลีเห็นว่า เป็นราคาที่ถูกตั้งไว้ตั้งแต่ในอดีตเพื่อไม่ให้เกิดความคุ้มค่าเกินไปจนประชาชนสนใจหันมาผลิตไฟเพื่อขายให้รัฐอย่างเดียว ปัจจุบันถือเป็นราคาที่ไม่สะท้อนต้นทุนและไม่จูงใจ เนื่องจากต่ำกว่าราคาขายส่งที่กฟผ. ขายให้กฟภ. และ กฟน. ซึ่งอยู่ที่ 2.8 บาทต่อหน่วย 

ข้อเสนอแนะเพื่อ “ปลดล็อกคอขวด” โซลาร์ภาคประชาชน

ในวงคุยได้มีการเสนอแนวทางเพื่อปลดล็อกคอขวดที่เป็นอุปสรรคขวางกั้นการเข้าถึงไฟแดดของประชาชน ดังนี้

1. นวัตกรรมทางการเงิน “On-bill financing” (ผ่อนโซลาร์ผ่านบิลค่าไฟ)

ดร.ชาลี และธีระพงศ์ เสนอว่า รัฐควรจัดตั้งกองทุนเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนให้การไฟฟ้าเป็นผู้ดำเนินการติดตั้งโซลาร์ให้ประชาชนก่อน แล้วผ่อนจ่ายคืนผ่านบิลค่าไฟ แทนการผลักภาระให้ประชาชนไปกู้เงินธนาคาร 

“อุปสรรค์เรื่องเงินทุนติดตั้งอาจสามารถแก้ปัญหาได้ด้วยการใช้ระบบ on-bill payment โดยผู้สนใจติดตั้งไม่ต้องลงทุนติดตั้ง แต่เวลาเก็บค่าใช้จ่ายติดตั้ง เก็บเป็นลักษณะผ่อนรายเดือนผ่านบิลค่าไฟ” 

ดร.ชาลีกล่าวถึงนโยบายและเครื่องมือทางการเงินที่อาจช่วยทำลายกำแพงด้านการเงิน และให้รายละเอียดถึงความเป็นไปได้ และแหล่งที่มาของงบประมาณไว้ดังนี้“ให้รัฐบาลใช้เงินกองทุนต่าง ๆ เช่น กองทุนอนุรักษ์พลังงาน หรือกองทุนอื่นๆ นำเงินเหล่านั้นมาตั้งเป็นกองทุน ให้การไฟฟ้าเป็นผู้ติดตั้ง หรืออาจเป็นการร่วมทุนกันระหว่างการไฟฟ้ากับเอกชนก็ได้”

ธีระพงศ์เสริมว่า

“on-bill financing น่าสนใจ เพราะโซลาร์มันไม่ใช่ของใช้ แต่เป็นเครื่องผลิตไฟฟ้า ซึ่งก็คือเครื่องผลิตเงิน ดังนั้น โซลาร์จึงสามารถผ่อนตัวเองในระยะยาว เป็นไปได้ว่าค่าผ่อนโซลาร์จะถูกกว่าค่าไฟฟ้าที่ลดลงด้วยซ้ำ จะสร้างความมั่นใจให้ผู้ติดตั้งได้ด้วยว่ามีการไฟฟ้าเป็นหน่วยงานที่ดำเนินการติดตั้ง”

อีกทั้ง เห็นว่าการที่ประชาชนสามารถผ่อนชำระคืนผ่านบิลค่าไฟฟ้ารายเดือน จะช่วยทลายกำแพงเรื่องเงินก้อนแรก สร้างความน่าเชื่อถือผ่านการรับรองของการไฟฟ้า และทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าภาระค่าใช้จ่ายรายเดือนไม่ได้เพิ่มขึ้น เพราะค่าไฟที่ลดลงถูกนำไปจ่ายเป็นค่าผ่อนอุปกรณ์แทน

2. สร้างระบบนิเวศข้อมูล และระบบรับรองหรือรีวิวช่าง

การขาดข้อมูลที่น่าเชื่อถือเป็นอุปสรรค์ใหญ่ของคนอยากใช้ไฟแดด จารุวรรณเสนอว่า ภาครัฐควรสร้างแพลตฟอร์มที่รวมข้อมูลที่น่าเชื่อถือไว้ในที่เดียว หรือทำต่อยอดจากคู่มือส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์บนหลังคาสำหรับประชาชน(Solar Guidebook) และเว็ปไซต์ Bangkok Solar City ของกทม. 

“สมมติว่ามีสักหน่วยงานหนึ่ง อาจเป็นรัฐร่วมกับเอกชน รวบรวมข้อมูลมาเป็นจุดเดียว แล้วให้คนเข้ามาอ่านได้แบบตั้งแต่ต้นจนจบ หรืออาจจะเป็นเว็บของรัฐเลยก็ได้”

อีกทั้งเสนอให้มีการปรับระบบการขออนุญาตให้เป็นออนไลน์ และมีคนกลางคอยบริหารจัดการงานระหว่างผู้รับเหมาและเจ้าของบ้านเพื่อป้องกันการทิ้งงาน 

“เราอาจต้องการแพลตฟอร์มกลางที่จะเป็นตัวเชื่อมระหว่างผู้ติดตั้งกับผู้สนใจติดตั้งเข้าหากัน เพื่อป้องกันช่างทิ้งงาน หรือความเสี่ยงอื่น ๆ ที่เจ้าของอาจได้รับ”

“การส่งเอกสารคำขอก็ควรปรับให้มีขั้นตอนที่ง่ายขึ้น อาจปรับมาเป็นการใช้ระบบออนไลน์แทน ให้การดำเนินการขออนุญาตติดตั้งทุกขั้นตอนสามารถดำเนินการผ่านระบบออนไลน์ได้ จะสร้างความสะดวกเพิ่มขึ้นมาก” 

สอดคล้องกับผลการสำรวจที่การลดขั้นตอนการติดตั้ง เป็นมาตรการสนับสนุนไฟแดดที่คนอยากให้มีเป็นอันดับที่สาม รองจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ และโซลาร์คนละครึ่ง

ส่วนช่องว่างเรื่องความน่าเชื่อถือของช่างติดตั้งโซลาร์เซลล์ ดร.ชาลีเสนอว่า ควรมีหน่วยงานกลางทำระบบประเมินและรีวิวช่าง เพื่อสร้างมาตรฐานและความมั่นใจให้ผู้บริโภค 

“คิดว่าอุปสรรค์สำคัญคือ ความเชื่อมั่น ผมนึกถึงระบบรีวิวตัวช่างหรือบริษัทติดตั้ง เหมือนเวลาที่ เราจะไปทานร้านอาหารที่ไหน เราก็มักจะอ่านรีวิวกันก่อนถ้ามีระบบคล้ายๆ แบบนั้นกับช่างของไทย แล้วมีหน่วยงานกลางที่น่าเชื่อถือเป็นผู้ดูแลระบบ เช่น สภาองค์กรของผู้บริโภค ส่วนเรื่องจะคืนทุนหลังติดตั้งหรือไม่ คนที่ให้ข้อมูลได้ดีที่สุดก็คือผู้ให้บริการติดตั้ง ซึ่งข้อมูลจะน่าเชื่อถือหรือไม่ ก็จะเชื่อมโยงกับแนวคิดก่อนหน้านี้ว่าช่างที่ให้บริการติดตั้งของเรามีความน่าเชื่อถือแค่ไหน”

3. เพิ่มราคารับซื้อไฟคืน และปลดล็อกสายส่ง 

ดร.ชาลียืนยันว่า รัฐควรปรับราคารับซื้อไฟจากโซลาร์ภาคประประชาชนเพื่อความเป็นธรรม โดยเสนอหลักการของราคารับซื้อไฟคืนไว้ดังนี้

“ราคารับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์ภาคประชาชน กฟน. และกฟภ. รับซื้ออยู่ที่ 2.20 บาท ซึ่งถือว่าน้อย หากเทียบกับราคาที่กฟน. และกฟภ. ซื้อไฟจากกฟผ. ที่ราคา 2.80 บาท ฉะนั้น เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการรับซื้อไฟฟ้า ราคารับซื้อไฟจากประชาชน ก็ควรเท่ากับราคาไฟฟ้าของกฟผ. เราส่งมอบไฟให้ที่สายส่งหน้าบ้าน เพื่อจะจ่ายข้างบ้านได้เลย คือเราส่งมอบใกล้มาก ในขณะที่การซื้อไฟจากกฟผ. ต้องส่งมอบไปที่สถานีส่ง กว่าจะผ่านหม้อแปลงมาถึงเรา มันต้องเสียค่าใช้จ่ายมากกว่าอีก 

และเพื่อให้การผลิตไฟแดดเดินหน้าได้อย่างเต็มศักยภาพ เราไม่สามารถละเลยผู้ใช้ไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรม ดร.ชาลีเสนอว่ารัฐควรเปิดให้มีการใช้สายส่งโดยบุคคลที่ 3 อย่างเสรี และลดกำแพงเรื่องค่าใช้บริการผ่านสายส่ง (Wheeling charge) ที่สูงเกินไป เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถซื้อขายไฟฟ้าสะอาดกันเองได้ 

“ภาคอุตสาหกรรมก็อยากจะติดโซลาร์รูฟท็อปด้วยเหมือนกันแต่สิ่งที่เขาขาดก็คือเรื่องการรับซื้อไฟหน่วยที่ผลิตเกิน ถ้าอยากจะเพิ่มการติดตั้งโซลาร์ ต้องเปิดทางให้มีการขายไฟเกินคืนให้รัฐได้ เพราะจะช่วยจูงใจให้ภาคอุตสาหกรรมติดตั้งโซลาร์เพิ่มขึ้นและอีกมาตรการหนึ่งคือ Third Party Access (TPA) ซึ่งเป็นการเปิดทางให้ผู้ติดตั้งโซลาร์สามารถขายไฟฟ้าที่เหลือให้แก่ผู้ที่สนใจซื้อผ่านสายส่งของรัฐ แต่ประเทศไทยกลับผลักดันเรื่องนี้ไปได้ไม่ถึงไหน” 

“นอกจากนี้ การซื้อขายไฟฟ้าระหว่างกัน ในลักษณะของโซลาร์ฟาร์มยังไม่สามารถทำได้ เพราะค่าผ่านไฟสายส่งของรัฐนั้นแพงมาก จนกลายเป็นกำแพงกั้นขวางโซลาร์ ไม่เพียงเท่านั้น ราคาค่าผ่านสายส่งที่เราจ่ายกันอยู่ผ่านบิลค่าไฟทุกวันนี้ก็สูงมาก เราจำเป็นต้องปรับลดต้นทุนส่วนนี้ลงมา” 

4. เร่งกระบวนการอนุมัติขายไฟ เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ยุติธรรม

ข้อเสนอสุดท้ายจากวงคุย ทุกคนต่างเห็นตรงกันว่า รัฐควรแก้ไขคอขวดของกระบวนการอนุมัติขายไฟให้เชื่อมต่อกับสายส่งได้เร็ว และหากโควตาการรับซื้อไฟจากโซลาร์ภาคประชาชนที่กำลังจะเปิดรับซื้อเพิ่ม 500 เมกะวัตต์เต็ม ก็ควรพร้อมที่จะเปิดโควตารับซื้อไฟเพิ่มทันที เพราะการผลักดันโซลาร์ภาคประชาชนไม่ได้เป็นเพียงการลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน แต่คือลดการพึ่งพาก๊าซเหลว หรือ LNG ที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศมาผลิตไฟฟ้า ซึ่งมีราคาแพงและผันผวนตามสถานการณ์โลก

การใช้ไฟแดดจะช่วยดึงต้นทุนค่าไฟเฉลี่ยของทั้งประเทศให้ต่ำลง นโยบายสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์ที่ให้สิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษี อาจตอบโจทย์เฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้สูง แต่การเดินหน้าสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ยุติธรรมโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง รัฐจำเป็นต้องบูรณาการทั้งมาตรการทางการเงินผ่านระบบ On-bill financing ปรับปรุงความล่าช้าของระบบราชการ และการสร้างกลไกข้อมูลที่โปร่งใส ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นโจทย์สำคัญสำหรับการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานในประเทศไทย  

และในวาระที่ไทยกำลังจะมีแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ (PDP2026) ไฟแดดจากหลังคาประชาชนจะมีสัดส่วนเท่าไหร่ในแผนฯ ศักยภาพของไฟแดดจะไปได้ไกลแค่ไหน ความเป็นธรรมในกระแสการเปลี่ยนผ่านพลังงานจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ประชาชนผู้สนใจอยากใช้ไฟแดดกำลังรอคำตอบ 

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง