#ไฟแดดเหมือนกัน แต่ไม่เหมือนกัน

บทความ, พลังงานหมุนเวียน

   

     #ไฟแดด หรือ ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เมื่อแผงโซลาร์เซลล์มีราคาลดลงอย่างต่อเนื่องในราคาที่พอเอื้อมถึงในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ความมั่นคงทางพลังงานที่เคยผูกขาดอยู่กับโรงไฟฟ้าก๊าซ ถ่านหิน หรือ เขื่อนขนาดใหญ่ จึงเริ่มขยับเข้าใกล้ประชาชนมากขึ้น เราจึงได้เห็นภาพแผงโซลาร์ตั้งอยู่บนหลังคาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หรือที่เรียกว่า ‘โซลาร์รูฟท็อป’ นอกเหนือจากภาพจำเดิมๆ ของแผงโซลาร์เซลล์ที่ตั้งเรียงรายบนพื้นดินขนาดใหญ่สุดลูกหูลูกตาอย่าง ‘โซลาร์ฟาร์ม’

เหมือนกัน แต่ไม่เหมือนกัน

โซลาร์รูฟท็อป Vs. โซลาร์ฟาร์ม☀️

     แม้จะได้ชื่อว่า ‘โซลาร์’ เหมือนกัน เปลี่ยนแสงแดดให้กลายเป็นไฟฟ้าได้เหมือนกัน แต่‘โซลาร์รูฟท็อป’ และ ‘โซลาร์ฟาร์ม’ ยังมีนัยยะของความต่างซ่อนอยู่หลายประการ นอกเหนือจากการตั้งแผงโซลาร์ตั้งบนหลังคาหรือพื้นดิน เพราะสิ่งนี้ยังเกี่ยวโยงไปถึงความเป็นเจ้าของ การใช้ที่ดิน การขายไฟให้รัฐและเงื่อนไขที่อยู่ในสัญญา

☀️โซลาร์ประชาชน Vs. โซลาร์เอกชน

     โซลาร์รูฟท็อป คือ การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่แผงโซลาร์ถูกติดตั้งบนหลังคา ไม่ว่าจะเป็นหลังคาบ้าน โรงงาน สถานประกอบการต่างๆ หรือแม้กระทั่งโรงจอดรถ ช่วยเปิดโอกาสให้ประชาชนหรือใครก็ตามที่มีหลังคาพร้อมติดตั้งโซลาร์เปลี่ยนสถานะจากผู้ใช้ไฟเป็นผู้ผลิตไฟฟ้า ตรงข้ามกับโซลาร์ฟาร์ม เป็นการติดตั้งแผงโซลาร์บนพื้นดินหรือบนทุ่นลอยน้ำ และดำเนินกิจการแบบ ‘โรงไฟฟ้า’ เต็มรูปแบบโดยเอกชนหรือรัฐ เพื่อผลิตไฟขายเข้าระบบ ใช้ในกิจการของตนเอง ตลอดจนซื้อขายกันเองระหว่างผู้ประกอบการ ทำให้ประชาชนทั่วไปยังคงมีสถานะเพียงผู้ใช้ไฟฟ้าเช่นเดิม ซึ่งในบทความนี้จะเน้นเฉพาะโซลาร์ฟาร์มที่ติดตั้งบนพื้นดินเป็นหลัก เนื่องจากเป็นระบบที่รัฐเปิดรับซื้อจากเอกชน

☀️บนหลังคา Vs. บนพื้นดิน

     รูปแบบการติดตั้งแผงโซลาร์ที่ต่างกันนำมาซึ่งความต้องการใช้พื้นที่ที่แตกต่างกัน เพราะโซลาร์รูฟท็อปจะใช้พื้นที่บนหลังคาซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างที่ตั้งอยู่บนที่ดินเดิม ไม่ต้องลงทุนซื้อที่ดินใหม่เพื่อติดตั้งแผงโซลาร์ผลิตไฟฟ้า โดยโซลาร์รูฟท็อปจะใช้พื้นที่บนหลังคาบ้านประมาณ 30-60 ตารางเมตร สำหรับติดตั้งแผงโซลาร์ที่มีกำลังการผลิต 5-10 กิโลวัตต์ ซึ่งเป็นขนาดสำหรับครัวเรือนทั่วไป ต่างจากโซลาร์ฟาร์มที่ต้องการใช้ที่ดินขนาดใหญ่เพื่อติดตั้งแผงโซลาร์เช่นเดียวกับการสร้างโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ โดยโซลาร์ฟาร์มจะใช้ที่ดินสำหรับติดตั้งแผงโซลาร์ประมาณ 10 ไร่ ต่อกำลังการผลิต 1,000 กิโลวัตต์ หรือ 1 เมกะวัตต์ (เทียบเท่ากับการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปภาคครัวเรือนบ้านประมาณ 100-200 หลังคา)

☀️Big lot ประชาชน Vs. Big lot เอกชน

     แม้จะเป็นไฟแดดเหมือนกัน แต่ในแง่การขายไฟฟ้าให้รัฐ รูปแบบและปริมาณการรับซื้อไฟแดดจากทั้ง 2 แหล่งกลับแตกต่างกัน โดยรัฐมีการรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปภายใต้โครงการโซลาร์ภาคประชาชน เปิดรับซื้อครั้งแรกเมื่อปี 2562 จำนวน 100 เมกะวัตต์ต่อปี จำกัดเฉพาะไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ที่ติดตั้งบนหลังคาบ้านหรือกลุ่มผู้ใช้ไฟประเภทบ้านอยู่อาศัยเท่านั้น ยังไม่ครอบคลุมถึงโซลาร์บนหลังคาของกิจการ โรงงาน หรือผู้ใช้ไฟประเภทอื่น ซึ่งต่อมาได้มีการปรับลดจำนวนโควตาการรับซื้อลงเหลือ 90 เมกะวัตต์ ภายในปี 2564-2573 แต่ปรากฎว่ามีประชาชนสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนมากจนโควตาเต็มก่อนกำหนดเมื่อปี 2567 และมีการเว้นช่วงการรับซื้อไปประมาณ 2 ปี กระทั่งล่าสุดโครงการได้เปิดรับซื้อรอบใหม่อีกครั้งเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 จำนวน 500 เมกะวัตต์ หรือประมาณ 1 แสนหลังคา นับเป็นการรับซื้อไฟฟ้าจากภาคประชาชนจำนวนมากที่สุดนับตั้งแต่เคยมีมา กำหนดจ่ายไฟเข้าระบบภายในปี 2570 และหากมีการสมัครจนเต็มโควตาก็จะขยายต่ออีกครั้งละ 500 เมกะวัตต์อย่างต่อเนื่อง 

     ขณะที่โซลาร์ฟาร์มจะเป็นการรับซื้อไฟจากโซลาร์ภาคเอกชน เปิดรับซื้อล่าสุดเมื่อปี 2565 และ 2567 ภายใต้โครงการ RE big lot ถือเป็นการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนของเอกชนรอบใหญ่เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดในช่วงปี 2564-2573 ตามนโยบายของรัฐบาลพลเอกประยุทธ จันทร์โอชา มีการซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์ฟาร์มรวม 4,942.06 เมกะวัตต์ จากผู้ผลิตเอกชน 217 ราย กำหนดจ่ายไฟเข้าระบบภายในปี 2569-2573 นอกจากนี้ รัฐบาลอนุทินยังมีแผนรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์ฟาร์มจำนวน 1,500  เมกะวัตต์ ภายใต้โครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน

     เมื่อเปรียบเทียบปริมาณการรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์ภาคประชาชนรอบล่าสุด กับโซลาร์ฟาร์มเอกชนภายใต้ใครงการ RE big lot พบว่า จำนวนไฟฟ้าที้่ซื้อจากเอกชนมากกว่าประชาชนถึง 10 เท่า และหากต้องการให้การรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์ประชาชนเท่ากับโซลาร์เอกชน อาจต้องเปิดรับซื้อไฟจากโซลาร์รูฟท็อปประชาชนจำนวน 500 เมกะวัตต์ อย่างต่อเนื่องถึง 10 ปี จึงจะมีจำนวนเท่ากับโซลาร์ฟาร์มเอกชนที่มาจากการรับซื้อเพียง  2 ครั้ง ภายใต้ใครงการ RE big lot

☀️สัญญาซื้อขายไฟประชาชน Vs. เอกชน

     การรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโซลาร์ภาคประชาชน(รอบล่าสุด) กำหนดระยะสัญญาซื้อขายไฟฟ้า 10 ปี รับซื้อไฟฟ้าในราคา 2.20 บาท/หน่วย โดยประชาชนเสนอขายเสนอขายไฟได้ไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ต่อมิเตอร์ 

     ส่วนการซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์ฟาร์ม ภายใต้โครงการ RE big lot กลับมีระยะเวลาสัญญาซื้อขายไฟฟ้าถึง 25 ปี ซื้อไฟฟ้าในราคา 2.1679 บาท/หน่วย หากเป็นโซลาร์ฟาร์มพร้อมระบบกักเก็บพลังงาน(แบตเตอรี่) รับซื้อในราคา 2.8331 บาท/หน่วย โดยเอกชนที่มีสิทธิ์เสนอขายไฟให้รัฐคือกลุ่มผู้ผลิตเอกชนรายเล็ก (SPP) และผู้ผลิตเอกชนรายเล็กมาก (VSPP)

ความไม่เหมือนกัน = การเปลี่ยนผ่านที่ยุติธรรม?

     ความไม่เหมือนกันที่ซ่อนอยู่ระหว่างโซลาร์รูฟท็อปและโซลาร์ฟาร์มเหล่านี้ อาจไม่มีนัยยะสำคัญต่อการเดินไปสู่เป้าหมายการเปลี่ยนผ่านพลังงานมากนัก หากเรามุ่งเน้นที่การเปลี่ยนผ่านจากเชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่การใช้พลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้น เพราะไม่ว่าไฟฟ้านั้นจะมาจากโซลาร์รูฟท็อปหรือโซลาร์ฟาร์ม ก็เป็นพลังงานที่ผลิตจากพระอาทิตย์ดวงเดียวกัน ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เหมือน ๆ กัน 

     แต่ถ้าเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เราอยากไปให้ถึง คือการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ยุติธรรมโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง แน่นอนว่าความแตกต่างเหล่านี้มีผลต่อการเดินไปสู่เป้าหมาย เพราะขณะที่เทคโนโลยีของพลังงานแสงอาทิตย์ได้อนุญาตให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิเป็นผู้ใช้และผลิตไฟฟ้าด้วยตนเอง รวมถึงสามารถขายไฟให้รัฐได้เช่นเดียวกันไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้าแผงโซลาร์บนหลังคาหรือว่าบนดิน แต่การสนับสนุนรวมถึงการรับซื้อไฟฟ้าปัจจุบันยังคงเปิดโอกาสให้โซลาร์ฟาร์มของเอกชนเข้าสู่สายส่งไฟฟ้าของรัฐมากกว่าโซลาร์รูฟท็อปของภาคประชาชนทั้งที่มีศักยภาพทำได้มากกว่านี้หากได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ 

     ไฟแดดที่มาจากโซลาร์รูฟท็อปจึงมีความหมายและความสำคัญมากกว่าการเปลี่ยนผ่านเพียงแค่เชื้อเพลิง แต่หมายถึงการเปลี่ยนเพื่อให้ทุกคน’ผ่าน’ไปด้วยกัน พร้อมกับสร้างความเป็นประชาธิปไตยทางพลังงานโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง