ที่บอกว่ารัฐประกาศโควตารับซื้อไฟจากโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชนครั้งล่าสุด เมื่อปี 2566 จำนวน 90 เมกะวัตต์ (ปัจจุบันเต็มแล้ว) แล้วเจ้าตัวเลข 90 เมกะวัตต์ที่ว่า มันเยอะแค่ไหนกันนะ? เราจะพาไปสำรวจจักรวาลของตัวเลขนี้กัน

90เมกะวัตต์เท่ากับหลังคาบ้านทั่วไปกลายเป็นโรงไฟฟ้าหมื่นกว่าหลัง
จากการคำนวนโดยใช้ข้อมูลสถานะการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ในรายงานประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) พบว่า ครัวเรือนที่ขายไฟให้โครงการโซลาร์ภาคประชาชนมีกำลังการผลิตเฉลี่ยหลังละ 5 กิโลวัตต์ เท่ากับว่า การที่รัฐมีนโยบายซื้อไฟจากประชาชน 90 เมกะวัตต์ ได้เปลี่ยนหลังคาบ้านเรือนทั่วไปกลายเป็นโรงไฟฟ้าที่ผลิตไฟจากดวงอาทิตย์ประมาณ 18,000 หลัง หรืออีกความหมายหนึ่งคือ โครงการนี้ทำให้มีประชาชนผู้ใช้ไฟประมาณ 18,000 ราย ที่เดิมทำหน้าที่จ่ายค่าไฟ กลายเป็นผู้ผลิตไฟ ที่นอกจากจะใช้เองแล้ว ยังขายไฟที่เหลือให้รัฐ ได้เงินค่าขายไฟเข้ากระเป๋าแบบเดียวกับเอกชน

90เมกะวัตต์เท่ากับเศษเสี้ยวของศักยภาพทั้งหมดที่มี
จากบทวิเคราะห์ “ผู้บริโภคไทยคิดอย่างไรกับโซลาร์รูฟท็อป? เจาะอินไซต์สำคัญที่ภาครัฐและผู้ประกอบการต้องรู้” โดย จิรวุฒิ อิ่มรัตน์ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์(SCBEIC) ระบุว่า กระทรวงพลังงานประเมินว่าในปี 2566 ไทยมีศักยภาพผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปสำหรับที่อยู่อาศัย 121,000 เมกะวัตต์ ขณะที่จำนวนการติดตั้งโซลาร์รูปท็อปสะสมในปี 2566 มีอยู่เพียง 1,893 เมกะวัตต์ คิดเป็น 1.6% ของศักยภาพทั้งหมด ยิ่งเมื่อเราเอาตัวเลขโควตา 90 เมกะวัตต์มาเทียบ ก็จะเห็นว่าสัดส่วนที่รัฐรับซื้อเป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆ 0.07% ของศักยภาพทั้งหมดที่เรามี

90เมกะวัตต์ที่รับซื้อโซลาร์เอกชนมากกว่าประชาชน55เท่าและยังมีเพิ่มอีก
ในปี 2565 และ 2567 รัฐประกาศรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนของเอกชนครั้งใหญ่ หรือที่เรียกว่า โครงการ ‘RE big lot’ มีการซื้อไฟจากโซลาร์แบบติดตั้งบนพื้นดินจำนวน 4,942.06 เมกะวัตต์ คิดเป็น 55 เท่าของโควตารับซื้อโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน
และเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2568 คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) มีมติเห็นชอบให้ยกเว้นมติกพช. เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2568 ที่มีมติจะไม่มีการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติมจนกว่าแผน PDP ฉบับใหม่ จะได้รับความเห็นชอบจาก กพช. โดยให้สามารถเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชนได้เป็นการเฉพาะ จำนวน 1,500 เมกะวัตต์ ซึ่งโครงการดังกล่าวอยู่ภายใต้นโยบาย Quick big win ของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล และอยู่ระหว่างการจัดทำระเบียบรับซื้อไฟฟ้าของโครงการ โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อหลักการร่างระเบียบดังกล่าว ไปเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2568 – 8 มกราคม 2569 เพื่อนำความคิดเห็นไปปรับปรุงร่างระเบียบฯ ก่อนประกาศใช้ต่อไป
หากมีการรับซื้อไฟจากโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชนเพิ่มอีก 1,500 เมกะวัตต์ เท่ากับว่า ตัวเลขการซื้อไฟจากโซลาร์เอกชนก็จะเพิ่มขึ้นจาก 4,942.06 เมกะวัตต์ เป็น 6,442.06 เมกะวัตต์ หรือ 72 เท่าของโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน

จะดีกว่านี้มั้ยถ้า
ขณะที่การขายไฟจากโซลาร์บนหลังคาบ้านประชาชนถูกชะลอมาปีกว่า และต้องรอความชัดเจนจากแผน PDP ที่คาดว่าจะคลอดในรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งกำลังจะมีการเลือกตั้งเดือนหน้า แต่การซื้อไฟจากภาคเอกชนยังคงได้รับการสานต่อ แม้ว่าไฟที่ผลิตได้จะมาจากพระอาทิตย์ดวงเดียวกัน แต่การดำเนินการกลับต่างกัน
จะดีกว่านี้มั้ยถ้า…รัฐเปิดทางให้ประชาชนสามารถผลิตไฟจากโซลาร์รูฟท็อปและขายเข้าระบบได้เต็มศักยภาพมากกว่านี้ หรือ เปิดโควตารับซื้อจากภาคประชาชน เริ่มต้นอย่างน้อย 1,500 เมกะวัตต์ เท่ากับการซื้อไฟจากโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชนภายใต้นโยบาย Quick big win ของรัฐบาลรักษาการ
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม
- ผู้บริโภคไทยคิดอย่างไรกับโซลาร์รูฟท็อป? เจาะอินไซต์สำคัญที่ภาครัฐและผู้ประกอบการต้องรู้ https://www.scbeic.com/th/detail/product/9886
- ปัญหาของโครงการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ปี 2565-2573 https://justpow.co/article-re-biglot/
- หลักการร่างระเบียบคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ว่าด้วยการจัดหาไฟฟ้าจากโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน (Community-based Solar Power Generation Project) https://www.erc.or.th/th/listen-to-opinions/588
หมายเหตุ : เผยแพร่ครั้งแรก Facebook JET in Thailand วันที่ 16 มกราคม 2569
