อนาคตที่อยากอยู่ คือแบบไหน?

กิจกรรม

ภาคตะวันออก ภูมิภาคที่ครั้งหนึ่งเคยอุดมไปด้วยเรือประมงและสวนผลไม้ เมื่อถูกเลือกให้เป็นศูนย์กลางของก๊าซ โรงไฟฟ้า และอุตสาหกรรม ชีวิตของผู้คนที่นี่จึงเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล 

“อนาคตที่อยากอยู่ คือแบบไหน?” 

เก็บตกจากวงคุย Sip & Deep Talk ล้อมวง ‘อ่านประวัติศาสตร์พลังงานผ่านชีวิตคนตะวันออก’ กิจกรรมที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน ร้าน Converstation ถนนยมจินดา จังหวัดระยอง ในงาน To whom it may concern, ถึงโลก ตะวันออก และตัวเรา 

วงพูดคุยที่ชวนมาล้อมวงจิบกาแฟและพูดคุยถึงเรื่องประวัติศาสตร์พลังงานผ่านการเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมจากหลากหลายพื้นที่ บ้างเกิดและเติบโตในภาคตะวันออก บ้างมาทำงาน บ้างมาเรียนหนังสือ ได้แลกเปลี่ยนเรื่องราว ความคิด และความทรงจำร่วมที่มีต่อการพัฒนาพลังงานและอุตสาหกรรมในภาคตะวันออก  เพื่อทำความเข้าใจประวัติศาสตร์การเปลี่ยนผ่านพลังงานไทยไปด้วยกัน 

จากบทสนทนาทำให้เราเห็นถึงความปกติในความไม่ปกติที่คนตะวันออกต้องพบเจอตลอดระยะเวลา 40 กว่าปี หลังจากที่ถูกเลือกให้อยู่ร่วมกับก๊าซ โรงไฟฟ้า และการพัฒนาอุตสาหกรรม ซึ่งตามมาด้วยปัญหามากมายที่สะสมมาอย่างยาวนานจนส่งผลต่อชีวิตผู้คน และสิ่งแวดล้อม 

จึงเกิดคำถามเล็กๆ ขึ้น หลังจากวงคุยครั้งนี้ว่า “อนาคตที่อยากอยู่ คือแบบไหน?” … และนี่คือเสียงสะท้อนจากผู้เข้าร่วมบางส่วนที่เรานำมาเล่าสู่กันฟัง

วิน เด็กรุ่นใหม่ที่เกิดและเติบโตในระยอง ปัจจุบันทำงานอยู่ในภาคประชาสังคม มีความสนใจประเด็นสิ่งแวดล้อม  วินจึงเป็นคนที่มีลักษณะตรงตามชื่องาน To whom it may concern และนี่คำตอบของวิน ต่อคำถาม อนาคตที่อยากอยู่ คือแบบไหน? …

“จริงๆอยากลอง recap กับวงที่ผ่านมาครับ จากที่ฟังๆทุกคน เราจะเห็นประวัติศาสตร์ของชนชั้นนำที่เขาพยายามที่จะหาอะไรมาครอบแบบ top down กับประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวของภาคประชาชน ที่เราเห็นแล้วว่าหลายๆ การเคลื่อนไหว แม้ว่าจะต่อต้านได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ในฐานะเยาวชนคนนึง เราก็อยากที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการเข้าไปมีบทบาทกำหนดในสิ่งนี้ครับ 

ในฐานะที่เราก็เป็นคนที่ต้องอยู่ต่อไปในอนาคตด้วยเนาะ สิ่งหนึ่งที่เราเห็นก็คือ เราอยู่ระยองมา เราเติบโตมาเนี่ย เรารู้ตัวเลยว่าคนที่นี่สุขภาพไม่ได้ยืนยาวเท่าไหร่ อยู่กับมลพิษและสารพิษค่อนข้างเยอะ แม้จะไม่มีตัวเลขบอกชัดเจน แต่รู้ว่ามันมันมีแน่ๆ เราก็เลยรู้สึกว่า ในฐานะคนๆนึง เราทำอะไรได้บ้างนะ” 

“เราก็อยากจะทำอะไรสักอย่าง ให้เปลี่ยนได้ แม้จะแค่บางอย่าง เราก็คิดว่าสิ่งนั้นมันจะช่วยให้สังคมไทยสามารถเปลี่ยนผ่านพลังงานได้ ซึ่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานเนี่ย มันควรที่จะเปลี่ยนอย่างเป็นธรรมด้วยนะครับ”

—วิน คนระยอง อายุ 24 ปี

ตังเป็นอีกคนที่เกิดในจังหวัดระยอง และมีความชื่นชอบสัตว์น้ำ ทุกครั้งที่มีข่าวน้ำมันรั่ว มักจะเกิดขึ้นในทะเลระยอง ซึ่งตังรู้สึกไม่ดีทุกครั้ง โดยหวังมาตลอดว่าปัญหานี้จะได้รับการแก้ไขและฟื้นฟูอย่างจริงจัง

“เราเป็นคนขี้วิตกมาตั้งแต่เด็ก เราก็กลัวว่า มลพิษมันจะทำร้ายชีวิตเรา จนโตขึ้นเรารู้สึกว่าเราอยากมีลูก อยากมีครอบครัว แต่เราก็เห็นว่าสภาพอากาศมันแย่มาก มลพิษเอย คุณภาพชีวิตเอย นู่นนี่นั่น เราก็อยากจะให้มันดีกว่านี้ เราก็ยังมีความหวัง ยังคิดว่าอยากให้มันน่าอยู่กว่านี้ อย่างเรื่องน้ำเสีย เรื่องโรงงานปล่อยมลพิษเนี่ย มันเหมือนละคร มันแบบโอ้โห แบบนี้ก็มีด้วย อะไรอย่างเงี้ย แล้วมันก็ดันเป็นเรื่องจริง

เราก็คาดหวังว่ากฎหมายมันจะรัดกุมกว่านี้ แล้วก็อย่างที่บอก รัฐไทยเห็นแต่ทรัพยากร ไม่ค่อยเห็นมนุษย์เท่าไหร่ เขาไม่ได้มาดูว่าคนใช้ชีวิตจริง ๆ อยู่กันยังไง เหมือนเขามองเป็นภาพใหญ่ มองเป็นผังเมืองไปหมด เหมือนดูแต่แผนที่อ่ะ มันไม่ได้เห็นคนที่เดินไปเดินมา มันก็ไม่ค่อยแฟร์สำหรับคนที่เขาใช้ชีวิตอยู่ แล้วเราก็ต้องมาสู้กันเอง”

“อนาคตที่อยากอยู่ ก็คงอยากได้ที่แบบเขาเรียกว่าอะไร อนาคตที่เราอยู่ได้ คือผมขอน้อยมากๆ อ่ะ แค่สถานที่ที่จะหายใจแล้วมีอากาศเข้าไป ไม่ใช่มีอย่างอื่นเข้าไปด้วย มันพื้นฐานมากๆ เลยนะ ทุกวันนี้อากาศมันแย่อ่ะ มันก็เลยไม่แฟร์เท่าไหร่”

—ตัง คนระยอง อายุ 23 ปี

ไนตรัส เด็กนักศึกษาที่สนใจในเรื่องพลังงาน ไฟฟ้า ได้ตั้งคำถามที่มาจากประสบการณ์ในวัยเด็กว่าทำไมจังหวัดที่ที่มีโรงไฟฟ้ามากมายอย่างระยอง กลับเกิดไฟตก ไฟดับบ่อย จนถึงปัจจุบัน ไนตรัสก็ยังพบว่าถนนบางเส้นก็ไม่มีไฟสาธารณะที่ส่องสว่าง 

“ถ้าถามว่าอยากอยู่ในอนาคตแบบไหน ก็คงแบบว่าทุกอย่างมันตรวจสอบได้ ว่าตรงนี้มันโอเค ตรงนี้มันไม่ปกติ มันไม่ดี ก็ต้องจับคนปล่อยมลพิษได้ แล้วก็ต้องแก้ไขให้มันได้ครับ คิดว่ามันคงต้องมีการเปลี่ยนแปลงมากมายเลยครับ เปลี่ยนแปลงจุดๆ หนึ่ง ไม่น่าจะพอครับ อาจจะต้องเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่าง หรือไม่ก็อาจจะเปลี่ยนไปที่ทั้งระบบเลย อะไรอย่างงี้ครับ”

“ผมอยู่ในชุมชนนี้ แล้วก็มีพ่อเคยเป็นประธานชุมชนที่นี่ครับ มันคือเรื่องหลายๆ ส่วน โดยทั้งหมดมันก็ไปโยงเกี่ยวกับการเมืองด้วยอะไรอย่างนี้ครับ ถ้าถามว่าอยากอยู่อนาคตแบบไหน ก็คงแบบว่าทุกอย่างมันตรวจสอบได้ว่าตรงนี้มันโอเค มันไม่ปกติ มันไม่ดี ก็ต้องจับได้แล้วก็ต้องแก้ไขให้มันได้ครับ”

—ไนตรัส คนระยอง อายุ 20 ปี

คิวเกิดที่ระยอง แต่เรียนและทำงานในชลบุรี มีความผูกพันกับจังหวัดในภาคตะวันออก สิ่งที่เขาได้เห็นรวมถึงวิถีชีวิตของผู้คนที่เขาได้พบเจอ นำไปสู่การตั้งคำถามว่าการพัฒนาที่ผ่านมา จริง ๆ แล้วช่วยให้คุณภาพชีวิตคนตะวันออกดีขึ้น เจริญขึ้น หรือไม่? จนมาถึงการตอบคำถามที่ว่า อนาคตที่อยากอยู่นั้นเป็นแบบไหน?

“ถ้าเรื่องเรื่องค่าไฟ เรื่องพลังงาน เราอยากอยู่ในประเทศที่ค่าไฟถูก เปิดแอร์ครั้งหนึ่งแล้วไม่ต้องมานั่งคิดว่า วันนี้เปิดแอร์ได้แค่ชั่วโมงเดียวนะ วันนี้เปิดแอร์ได้สองชั่วโมงนะ เพื่อที่เราจะได้บริหารเงินในกระเป๋าของเราให้พอกับส่วนนี้

ถ้าในเชิงการเมือง เราอยากเห็นภาคตะวันออกมีอำนาจในการปกครองตัวเอง ตะวันออกเป็นคนพูดเองว่าเราต้องการอะไรในพื้นที่นี้ ไม่ใช่แบบในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาที่ส่วนกลางเขาจิ้มตรงนี้ให้มันเกิดท่าเรือ จิ้มตรงนี้ให้เป็นเมืองอุตสาหกรรม แล้วเราก็ต้องปรับตัวไปกับมัน คือภาพของตะวันออกมันเป็นแบบนี้มาตลอดในเชิงประวัติศาสตร์ รวมถึงทุกวันนี้ก็เป็นแบบนั้นอยู่ เหมือนกับที่เราพูดไปในวงเลย คือมันเป็นความที่มันเป็นความไม่ปกติที่ถูกทำให้มันเป็นปกติไปแล้ว แล้วเราก็เกิดมาเพื่อทำงาน ทำงานเสร็จ แล้วเราก็ตายจากประเทศนี้ไป โดยที่เราไม่ได้นั่งกลับมานั่งทบทวนจริงๆ ว่า ชีวิตนี้ความหมายจริงๆ ในการใช้ชีวิตของเราคืออะไร เราเกิดมาเพื่ออะไร เราใช้ชีวิตเพื่อคุณค่าอะไร”

“ผมอยากอยู่ในประเทศที่เราบอกตัวเองได้ว่าเราต้องการอะไร ไม่ใช่เขามาบอกว่าเราจะต้องเป็นแบบไหน แล้วเราก็อยากอยู่ในประเทศที่มีสวัสดิการที่ดี ค่าไฟที่ถูก ค่ารักษาพยาบาลที่เราไม่ต้องมานั่งคิดว่าถ้าเราเจ็บป่วยแล้วเราจะต้องไปดิ้นรนหายืมใคร รวมถึงว่าในอนาคตตอนเราแก่ไป เรามั่นใจได้ว่าพ่อแม่เราจะอยู่สบาย”

—คิว คนตะวันออก อายุ 26 ปี

แม้จะไม่ได้เกิดที่นี่ แต่คณิณก็ได้ใช้ชีวิตในพื้นที่ตะวันออกมาพอสมควร เขาจึงเป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมที่ ‘เลือกมาเป็นคนตะวันออก’ รวมถึงมีเพื่อนเป็นคนตะวันออก ทำให้การแลกเปลี่ยนและบทสนทนากับคณิณมีประเด็นที่น่าสนใจ

“ก็หลังจากที่เข้ามาคุยในวงนี้ ต้องเท้าความก่อนว่าตัวเองก็ห่างเหินจากวงภาคประชาสังคมมานาน แล้ว แต่ก็ตามข่าวเรื่อยๆ มันก็ทำให้เราเห็นว่ามันมีประเด็นปลีกย่อยของปัญหาที่ป็นปัญหาเชิงโครงสร้างอีกเยอะ และส่งผลกระทบต่อต่ออนาคตของคนในรุ่นเราคราวเดียวกับเราอ่ะครับ คนในรุ่นเราคราวเดียวกันจริง ๆ ขาข้างหนึ่งมันก็เหยียบการเป็นผู้ใหญ่ไปแล้ว ซึ่งปัญหาพวกนี้มันก็เป็นปัญหาเรื้อรังระยะยาวที่ส่งผลต่อต่อค่าครองชีพของเรา ต่อสภาพความเป็นอยู่ของเรา หรือแม้กระทั่งโครงสร้างของประเทศ ถ้ามันไม่เกิดการตั้งคำถามแล้วก็แก้ไขปัญหาเชิงนโยบายอย่างจริงจัง อย่างเช่นปัญหาเรื่องเรื่องพลังงาน ถ้าพูดอย่างใกล้ตัวที่สุดก็คือเรื่องค่าไฟ เรื่องค่าไฟ Ft ซึ่งมันกระทบกับค่าครองชีพของประชาชนโดยตรง ปัญหาพวกนี้มันไม่ใช่ว่าเพิ่งเคยเกิดขึ้นครั้งแรก ถ้าเราสังเกตเรื่องค่าไฟมันขึ้นมาหลายขยักแล้ว ซึ่งตรงนี้มันแปรผันตรงกับกระเป๋าตังค์ของเราทุกๆ คนเลย”

“ผมยังคาดหวังแล้วก็ยังฝันว่าเรายังอยากเห็นการเดิน(รณรงค์)แบบรัฐธรรมนูญธงเขียวอีกสักครั้งหนึ่ง เราควรจะยอมสละเวลาสัก 4-5 ปี เพื่อรื้อโครงสร้างและจัดสรรความสัมพันธ์เชิงอำนาจใหม่ทั้งหมด ควรขีดดเส้นแบ่งให้ชัดเจนว่าทิศทางการเติบโตของของประเทศ มันควรดำเนินไปในทิศทางไหน ที่สอดคล้องกับสภาพความเป็นอยู่ของเราทุกคนจริงๆ ที่กำลังจะโตเป็นผู้ใหญ่ และยังต้องใช้ชีวิตอยู่ในประเทศนี้ไปอีก 30  40  50 ปี สรุปได้ว่าคือทั้งเป็นห่วงและยังมีความหวังที่ว่าควรจะสร้างขบวนการสักขบวนการหนึ่งขึ้นมาเพื่อจัดสรรอำนาจและระเบียบของประเทศนี้ใหม่ทั้งหมด เพื่อให้มันเป็นธรรมกับทุกภาคส่วน

ผมเชื่อว่าประชาชนทุกคนไม่ปฏิเสธการพัฒนา แต่การพัฒนานั้นมันก็ไม่ควรทิ้งใครไว้ข้างหลัง แล้วก็ควรทำให้ทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แล้วก็เป็นประเทศที่ไม่มีใครอยากย้ายออก เป็นประเทศที่ทุกคนยังอยากอยู่ แล้วก็มีความหวังกันไปเรื่อยๆ และก็ส่งต่อความหวังนี้ให้กับคนรุ่นถัดไปครับ”

—คณิณ คนที่ย้ายมาอยู่ตะวันออก อายุ 27 ปี

แม้จะไม่ใช่คนตะวันออก แต่คนจะนะอย่างไครียะห์ ก็สนใจเข้าร่วมวงคุย เพราะเธอมีประสบการณ์ร่วมในการต่อสู้ของภาคประชาชนตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เธอเกิดในช่วงปีที่มีการคัดค้านท่อก๊าซไทย-มาเลย์ ที่พ่อของเธอเข้าไปมีส่วนร่วม พอโตขึ้นก็ได้เข้าร่วมคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ทำให้เธอมีมุมมองเรื่องการพัฒนาด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อมและวิถีชุมชนอย่างใกล้ชิด

“อยากเห็นภาคประชาชนสามารถกำหนดแผนพัฒนาด้วยตัวเองได้โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน อาจจะมีนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้ามาคอยตรวจสอบ แล้วก็อาจจะมีส่วนกลไกของภาคประชาชนที่เป็นคนจัดตั้งเอง แล้วก็กำหนดขึ้นมาเองโดยประชาชน ให้มีภาครัฐคอยมาซัพพอร์ตสนับสนุน อันนี้คือมุมมองของการพัฒนา แล้วก็คิดว่าสิ่งนี้มันจะนำไปสู่สังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ที่อยู่ด้วยกันได้

อยากให้เห็นคุณค่าภูมิปัญญาในงานฝีมือของคนในพื้นที่นั้น ยกระดับให้มันเป็นตัวเลข GDP  ไม่ใช่มาจากแค่ตัวเลขอุตสาหกรรมอย่างเดียว ให้มีกลไกการมีส่วนร่วมในการร่างกฎหมายที่มีความเกี่ยวข้องกันกับการพัฒนา การจัดการการบริหารพลังงาน ให้มีภาคประชาชนอยู่ในนั้นด้วย”

“อยากให้เห็นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มากขึ้นในการบริหารจัดการทรัพยากรในประเทศ อย่างเช่น ทรัพยากรหรือว่าสวัสดิการต่างๆ ให้มันเอื้ออำนวยกัน ให้ตระหนักและคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมมากขึ้น คิดว่าได้ประมาณนี้ก็น่าจะอยู่ด้วยกันได้นะ”

—ไครียะห์ คนจะนะ อายุ 23 ปี

คนกรุงเทพฯ ที่ตั้งใจเดินทางมาระยองเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมนี้โดยเฉพาะอย่างโจเซฟ เป็นอีกคนที่สนใจเรื่องพลังงาน เขาจบสายวิทยาศาสตร์ อยากเข้าร่วมวงคุยเพื่อรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นถึงนวัตกรรม ความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนผ่านพลังงานไทยที่ดูเหมือนจะไม่มีทางออกอยู่ ทำให้คำตอบ ของโจเซฟ ต่อคำถามที่ว่า อนาคตที่อยากอยู่ คือแบบไหน? มีประเด็นที่แตกต่างจากคนอื่น

“อยากจะพูดในมิติพลังงานของอนาคตที่อยากอยู่ อย่างแรกก็คงอยากได้ความเป็นธรรมทางพลังงาน จริงๆ ทั้งโลกก็พยายามพึ่งพาพลังงานสะอาดแบบพวกโซลาร์เซลล์ กังหันลม หรือเขื่อนขนาดเล็ก หรืออะไรก็ตามที่มัน effect กับสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุดเท่าที่ทำได้ 

ประสบการณ์ชีวิตตลอดที่ผ่านมา มันทำให้รู้ว่าไม่มีหรอกสันติสุขอ่ะ แน่นอนมันจะเกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศ ระหว่างอะไรก็ตาม ซึ่งบางทีเราอาจจะไม่ได้โดนตรงหรอก มันอาจจะเป็นผลกระทบทางอ้อม อย่างล่าสุดนี่ก็ได้รับผลกระทบนะ ดันไปเที่ยวช่วงไม่มีน้ำมันพอดี แทบตายอะไรอย่างเงี้ย คิดว่าเราก็ควรจะพึ่งพาตัวเองได้ด้วย”

“งานวิจัยมองว่าประเทศไทยมีศักยภาพเยอะมากทั้งการใช้ลมผลิตไฟ และที่มากกว่านั้นก็คือใช้แสงแดดผลิตไฟ พวกโซลาร์เซลล์อะไรอย่างเงี้ย เราก็ต้องมานั่งเวิร์คต่อว่าประเทศไทยมีศักยภาพผลิตไฟเพียงพอขนาดนี้เนี่ย ทำไมกฎหมายมันทำอะไรอยู่ 

ในหลายวงของนักวิจัยก็รู้สึกว่า ประเทศเรางานวิจัยมันนำกฎหมาย คือถ้าประเทศอื่นก็ตามเหมือนกัน แต่ว่าตามไม่กี่ปี แต่แบบบางข้อกฎหมายใช้เมื่อประมาณ 60 กว่าปีที่แล้วอ่ะ แบบมันเก่ามาก ก็ยังใช้อยู่

อนาคตเราอยากให้ประเทศมีความพร้อมที่จะปรับตัว วางแผน ไม่ใช่แบบแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี 

เพราะตอนนี้ประเทศไทยไม่มีความพร้อมในการเปลี่ยนผ่านอะไรเลย”

—โจเซฟ คนกรุงเทพฯ อายุ 26 ปี

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง